Thailand! 2026 วัดดังผวา เจอมิจฉาชีพมาปฎิบัติธรรม เกือบสูญเงิน 2 ล้านบาท วัดอื่นโดนกันถ้วนหน้า เสียหายนับแสน, เปิดอีกมุม! หมอพรทิพย์ วิเคราะห์สาเหตุ ฮลุน โซโล่ เสียชีวิตในจอร์เจีย, CIB บุกรวบเครือข่ายจีนเทา แอบแฮก-โจรกรรมข้อมูลบัตรเครดิต, 2 พี่น้องชาวรัสเซียหายตัวปริศนา ส่อลางไม่ดี พบรถ จยย. ถูกฝังดินในป่าช้าเก่า, ‘พ่อไทยทิพย์’ เขย่าทะเบียนราษฎร! เด็กเข้าข่ายเกือบ 1500 คน–ธุรกิจ ‘ขายสัญชาติ’ ภัยเงียบความมั่นคง, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับรายงานล่าสุด คดี ฮลุน โซโล่ เสียชีวิต, รวบชายอายุ 48 ปี วิ่งราวกระเป๋าใบละ 1 แสน นักท่องเที่ยวอิตาลี, ดราม่าต่างชาติบน BTS ผู้จัดโครงการอิตาลีออกแถลงขอโทษคนไทย หลังคลิปไวรัลแชร์ไปทั่วโซเชียล, ออกหมายจับเพิ่มอีก 1 รวมเป็น 2 คนร้ายถล่มจุดตรวจบูเก๊ะซามี นักรบชุดดำเร่งกระชับพื้่นที่บนเทือกเขา, Thai authorities hunt for suspects after an attack in troubled south kills 5 soldiers, ป.ป.ส.สอบเข้มสองผัวเมียรับจ้างส่งพัสดุยัดไส้เฮโรอีนจากลาวเข้ากรุงเทพฯ ก่อนส่งให้แอร์สาว เตรียมหมายจับ-ขยายผลถึงผู้ว่าจ้าง, สยองพัทยา! หนุ่มแดนจิงโจ้ฆ่าเปลือยสาวไทยวัย 17 ยัดศพใส่กระเป๋าทิ้งข้างรถไฟ ก่อนเผ่นหนีกลับประเทศ สุดท้ายถูกตำรวจรวบตัวคาสนามบิน, อุทาหรณ์สายรับจ้างหิ้ว! ออสซี่จับแอร์สาวบินไทย ติดกับ ‘อวตาร’ แก๊งค้ายา ลวงขนเป๋าช้างซุกผงขาว, รวบชาวจีน 4 ราย ปะปนผู้โดยสาร รถทัวร์สายใต้ หลังลักลอบเข้าไทยโดยผิดกฎหมาย, สลดซ้ำ! ล่าสุดพระมรณภาพเพิ่ม เผยนาทีชีวิต พระต้นแถวตะโกนบอก หลบรอดมาได้ 5 รูป, ยิ่งช็อกหนัก! เผยอาการล่าสุด 11 ขวบ ซิ่งกระบะชนพระธุดงค์, ‘ส.ต.อ.’ โรงพักแสมดำเครียดเลิกกับแฟนเก่าวิดีโอคอลหาเพื่อน ก่อนลั่นไกจ่อขมับยิงตัวดับคาบ้านพัก, ดช.11ปีซิ่งกระบะชนพระ มรณภาพ10รูปบาดเจ็บอื้อ, พณ.เร่งตรวจสอบโรงงาน 24 ราย สกัดน้ำมะพร้าวปลอมปน, จับยกแก๊ง 18 คน! สวมเสื้อทีมมุดท่อตัดสายเคเบิล NT นครสวรรค์, บุกรวบ “เจ้าอาวาส” ฉี่ม่วง ค้นกุฏิผงะเจอชุดชั้นในหญิง-ขยะท่วมห้อง, ทลาย “ทะเบียน G เทา” รวบอดีตปลัดอำเภอ สวมบัตรต่างด้าว โยงแก๊งสแกมเมอร์, ทลาย 2 เครือข่ายเว็บพนันช่วงบอลโลก ยอดเงินหมุนเวียน 90 ล้านต่อเดือน, ตร. แถลงช่วยสาวจีน เหยื่อแก๊งสแกมเมอร์หลอกจัดฉาก ‘ลักพาตัวเสมือนจริง’ เรียกค่าไถ่ครอบครัว, สาว 24 คิดสั้นเครียดหนักเรื่องส่วนตัว – ซึมเศร้า, “เสือ ดุสิต” เปิดใจกับสื่อ ยอมรับทำร้าย “มิรา” แต่แค่ตบ ไม่ใช่ต่อย ปัดข่มขืนเพราะคบหากันมา 7 เดือนแล้ว ยันถูกตีก่อนมาคลอด, วุ่นไม่หยุดมนุษย์ คดีลักปลาเค็ม โวยตร.ปฏิเสธเซ็นเอกสารจับกุม ซ้ำหนักคว้าขวดเหล้าดื่มบนรถขังผู้ต้องหา, หนุ่มจีนฉุน! ร้านอาหารมณฑลห้วยขวาง ไม่รับเงินไทย รับแต่เงินหยวน, ย้อนโศกนาฏกรรมจุดตัดรถไฟแยกอโศก! ม้าเหล็กขยี้รถเมล์ 8 ศพ สังเวยไร้ ‘วินัย’ จราจร พขร.เมายากับปมธงแดง, โศกนาฏกรรมบ้านทิโคร่ง จาก 7 ขวบหายตัวปริศนา สู่เหตุฆาตกรรม ‘น้ององุ่น’ คดีรันทดผืนป่าตะวันตก, ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว, แรงงานเมียนมา บุกร้อง ผบ.ตร. อ้างโดน ตร.บ่อวิน บีบเซ็นโยงทุนจีน ดิสเครดิตแข่งประมูลแอร์, แตงโม-ภัทรธิดา (ไม่ได้) ตกเรือ ส่อถูก “ฆาตกรรม” อำพรางคดี, คลี่ปมคดี ‘หวย6ล้าน’ อลวน เพื่อนบ้านจำนนต่อหลักฐาน รับสิ้น ‘โลภ’ หวังรวยลัด แพ้เสียงในหัวฉกรางวัลที่ 1, ผบช.ก. เผยค้นบ้าน หมอดูชื่อดัง อมมังกร พบหลักฐานสำคัญ สั่งสอบปม ‘โน้ส อุดม’ เคยแฉ, จับแล้ว ขบวนการค้างาช้างแอฟริกา ของกลาง 250 กก. เกือบ 10 ล้านบ. นำเข้าจากเวียดนาม, รวบ ‘นายหวัง’ โปรแกรมเมอร์จีน แฮกค่ายเกมยักษ์ ฉก Source Code ทำเกมเถื่อน ซุกคอนโดสุขุมวิท, มิน พีชญา ขอบคุณศาลให้ประกันตัว มั่นใจความบริสุทธิ์ตัวเอง เชื่อ ความจริงก็คือความจริง, เปิดคำพิพากษา จำคุก ทิดแย้ม-สีกาเก็น 50 ปี ให้ชำระค่าเสียหาย คืนวัดไร่ขิง กว่า 28 ล้านบ., ไล่ล่าระทึก! สกัดจับ ขบวนการลอบขนต่างด้าวจีน เข้ากรุงเทพฯ, “มหาหนึ่ง” แฉยับ! ปม 180 ล้าน “โทน บางแค” ไม่ได้หลอก “มาดามเก่ง” ชี้ตัวละครลับ “ตี๋ตื่น”, รวบ 2 ผู้ต้องหา ฆ่าโหด ‘ยายจุก’ เจ้าแม่เงินกู้เมืองคอน, สืบ ตม.3 รวบตัวการใหญ่! รวบมาเฟียการเงินแดนมังกร ฟอกเงินธนาคาร! เสียหายทะลุหมื่นล้าน, ตำรวจคอมมานโดบุกรวบ “โอ๋” คาสถานีรถไฟกรุงเทพฯ หลังหนีคดีพรากผู้เยาว์-กระทำชำเราเด็กหญิงวัย 14 นานกว่า 4 ปี, บุกทลายโรงงานจีนผลิตพอตเค ในพื้นที่ จ.ชลบุรี ผงะเจอแท่นผลิต-สารเคมี จำนวนมาก, เจาะคำพิพากษา ‘ทิดแย้ม’ คุก 50 ปี ยักยอกวัดไร่ขิง ปิดคดีอดีตเจ้าคุณมากบารมี สีกาเก็น – ก็ไม่รอดยกก๊วน, เขมรเถื่อนคลั่ง! ขวานจามหัวเพื่อนร่วมงานไทยดับ ชิงกระบะนายจ้างหนี, วงจรปิดฉีกหน้ากากทรชน แฝงตัวกู้ภัย – อาสาช่วย! ดาราสาว ‘คริสติน’ ป่วยล่วงละเมิด – ถ่ายคลิปซ้ำ, “บิ๊กต่อ” เผย ส่งผู้การกองปราบร่วมคดี “หมิงเฉิน ซัน” ตรวจสอบเส้นเงิน, ผบช.ก. ส่ง ผบก.ป. ลุยเช็กเส้นเงิน-โทรศัพท์ หนุ่มจีนซุกซีโฟร์ ไม่ฟันธงเป็นผู้ก่อการร้าย, ด่วน! รวบ “จ่าบอย”ทหารเรือ 1 ในคนจัดหาปืนให้หนุ่ม “หมิงเฉิน ซัน”, ออกหมายจับหนุ่มจีน อุ้มฆ่าสาวเพื่อนร่วมชาติ พบศพเปลือยทิ้งคลองริมสวนมะพร้าว, ตร.ไซเบอร์ทลายโรงงานผลิตน้ำกระท่อมในพื้นที่ชลบุรี!, 2 โจรอุกอาจฉก Wave 125 ใต้หอพักปทุมฯ นาทีเดียวหนีลอยนวล เจ้าของร่ำไห้เดือดร้อน, รับตัว “ไอ้อาร์ท” ผู้ต้องหา คดีอุ้มฆ่าผู้จัดการหนุ่ม ลาวส่งตัวกลับไทยดำเนินคดี, ตั้งรางวัลนำจับ 5 หมื่น นักโทษชายใช้ใบเลื่อยปลดกุญแจมือ หนีออกจาก รพ., วาเลนไทน์เลือด พ่อเฒ่าวัย 78 ปี ฟันยับเมียวัย 77 ปี ก่อนขี่ จยย.ออกจากบ้านชนรถบรรทุกดิน, ชายวัย 60 ปี ใช้กรรไกรแทงหญิงวัยเดียวกันเสียชีวิต คาดปมพิษรักแรงหึง, 191 ปิดเกมเครือข่ายยานรก สกัดยาบ้า 4 แสนเม็ด ก่อนกระจายชุมชน, ทลายซุ้มโจรฝั่งธนหลังวัดรวก รวบตัวเอ้ 6 หัวจ่ายปลอมธนบัตรเถื่อน, รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์สายหนึ่ง รับบทโทรขู่เหยื่อ เผยฐานแก๊งคอลมีคนถูกคุมตัวเพียบ, ออกหมายจับแม่บ้านโหด ฆ่ายายวัย 70 เผยคลั่งไสยศาสตร์ ฟันหน้าสะกดวิญญาณ, สตม.บุกจับหนุ่มจีน หนีคดีจากบ้านเกิด เปิดมือถือดูเจอแจ็กพอต ได้ทลายบ่อนโป๊กเกอร์ต่างชาติอีก

2026.7.31 วัดดังผวา เจอมิจฉาชีพมาปฎิบัติธรรม เกือบสูญเงิน 2 ล้านบาท วัดอื่นโดนกันถ้วนหน้า เสียหายนับแสน
จากกรณีโซเชียลโพสต์เรื่องราวเตือนภัยว่า “พระเก๊ห่มจีวรฉกเงินพระตามวัดวุ่น โดนแล้ว 3 ราย สูญกว่า 1 แสน วัดทั่วอีสานเหนือระวัง ภาพถ่ายของชายโล้น แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ ตามภาพที่ปรากฎทำทีไปขออาศัยจำพรรษาตามวัดต่างๆ ก่อนฉวยโอกาสฉกเงินพระวัด 3 แห่ง 57,000 บาท , 12,000 บาท , และ 45,000 บาท ตามลำดับ รวมเสียหาย 114,000 บาท โดย ตร.บึงกาฬ ได้ส่งภาพชายแต่งโล้นรายนี้ไปตามวัดต่างๆ ให้ระวังช่วงเข้าพรรษา หวั่นวัดหลายแห่งในพื้นที่ จ.นครพนม จ.บึงกาฬ จ.หนองคาย จ.สกลนคร จ.มุกดาหาร และจังหวัดใกล้เคียง ตกเป็นเหยื่อ โดนเป็นรายต่อไปมีรายงานว่าที่วัดแห่งหนึ่งที่ บ.ท่าลาด ต.ท่าลาด อ.บ้านแพง จ.นครพนม โดนร่วม 1 หมื่น ชายรายนี้มีหมายจับ เป็นภัยต่อศาสนา เจ้าอาวาสวัดพบเจอรีบแจ้งด่วน”
วันที่ 30 ก.ค. 69 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่วัดแห่งหนึ่งใน จ.นนทบุรี พบพระชัชวัสส์ แย้มแสงสังข์ และ พระอัศวิน ซึ่งเป็นพระลูกวัด และเป็นผู้เสียหาย โดยพระชัชวัสส์ เล่าว่า ช่วงเดือนธันวาคม ปี 2568 อาตมาและพระอัศวิน ได้เดินทางออกไปปฎิบัติธรรมตามวัดต่างๆ ที่ต่างจังหวัด และจะได้พบเจอพระที่มาปฎิบัติธรรมเหมือนกันอีกหลายรูป และได้รู้จักกับพระสุกฤษฎิ์ ได้ชวนกันไปปฎิบัตรธรรมที่วัดห้วยนาคราช ต.ทุ่งสอง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี และพูดคุยเป็นเพื่อนกัน ด้วยความที่อาตมาคิดดี บางทีคุยโทรศัพท์อาตมาเชื่อว่าพระสุกฤษฎิ์ได้แอบฟัง ซึ่งบางครั้งพระสุกฤษฎิ์ ก็ได้ถามอาตมาถึงรหัสผ่านของแอปฯธนาคารในโทรศัพท์มือถือ อาตมาไม่ได้คิดอะไรก็ได้บอกรหัสผ่านไป ซึ่งอยู่ในช่วงปฎิบัตรธรรมกันอยู่
ต่อมา ในวันที่ 29 ธ.ค. 68 พระสุกฤษฎิ์ ได้ขอยืมโทรศัพท์มือถือของอาตมาไปบอกว่าโทรศัพท์มือถือของตัวเองเงินหมดจะโทรหาโยมแม่ เพราะโยมแม่ไม่สบายจะไปหาหมอที่ ร.พ.ศิริราช อาตมาก็ให้ยืมโทรศัพท์มือถือ สักพักใหญ่พระสุกฤษฎิ์ก็เอาโทรศัพท์มือถือมาคืน พอมาดูก็พบว่าแอปฯธนาคารในโทรศัพท์มือถือของอาตมาหายไป อาตมาก็งงทำไมอยู่ดีๆแอปฯธนาคารถึงหายไปได้ จึงรีบไปติดต่อที่ธนาคารเพื่อที่ไปทำแอปฯใหม่ พอทำเสร็จมารู้เงินหายออกจากบัญชีไป จำนวน 45,000 บาท จึงได้ย้อนหลังดูว่าเงินถูกโอนไปบัญชีของใคร พอรู้ว่าเงินในบัญชีของอาตมาถูกโอนไปที่บัญชีพระสุกฤษฎิ์ จึงมารู้ว่าพระสุกฤษฎิ์เป็นพวกมิจฉาชีพอยู่ในผ้าเหลือง เอาผ้าเหลืองมาห่มบังหน้า ทำให้คนอื่นเชื่อถือ และตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค. 68 ที่ผ่านมาก็ติดต่อกับพระสุกฤษฎิ์ไม่ได้เลยจนถึงทุกวันนี้ อาตมายังโชคดี เพราะอันที่จริงเงินในบัญชีของอาตมามีอยู่ 2 ล้านกว่าบาท เพราะได้มาจากมรดก เงินจะโอนออกจากบัญชีได้แค่ครั้งละ 45,000 บาท ถ้ามากกว่านั้นต้องสแกนใบหน้า ไม่งั้นอาตมาคงหมดตัวแน่
ด้าน พระอัศวิน เล่าว่า ในช่วงที่ออกปฎิบัติธรรมอาตมาก็ได้รู้จักกับพระสุกฤษฎิ์ และเชื่อใจ คุยกันเหมือนพี่น้อง ไปจำที่วัดไหนจังหวัดไหนก็ชวนกันไป ด้วยความที่อาตมาใช้เงินเก่ง มีเงินสดติดตัวอยู่ 12,000 บาท อาตมาจึงได้ฝากเอาไว้กับพระสุกฤษฎิ์ และตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค. 68 ก็ติดต่อกันไม่ได้เลย จึงรู้ว่าถูกหลอกแล้ว ซึ่งในช่วงที่อาตมาได้โพสต์ลงตามเฟซบุ๊ก มีคนเข้ามาทักอยู่หลายคน ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ให้ข้อมูลว่าพระสุกฤษฎิ์ หลอกเอาเงินไป จึงอยากฝากถึงเจ้าอาวาสวัดต่างๆให้ดูให้ดีๆก่อนที่จะรับพระจากวัดอื่นเข้าวัด ทุกวันนี้มิจฉาชีพมาทุกรูปแบบ
เบื้องต้น พระชัชวัสส์ แย้มแสงสังข์ ซึ่งปัจจุบันได้มาจำพรรษาอยู่ในวัดแห่งหนึ่งของจังหวัดนนทบุรี ได้เข้าแจ้งความกับ สภ.หนองขาว จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุ ตอนที่ถูกเอาเงินในแอปฯโทรศัพท์ มือถือไป โดยต้องการดำเนินคดีกับพระสุกฤษฎิ์ ให้ถึงที่สุด ตามกฎหมายต่อไป

2026.7.31 เปิดอีกมุม! หมอพรทิพย์ วิเคราะห์สาเหตุ ฮลุน โซโล่ เสียชีวิตในจอร์เจีย
จากกรณีการเสียชีวิตปริศนาของ ฮลุน โซโล่ ยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวชื่อดัง ระหว่างเดินทางท่องเที่ยวในประเทศจอร์เจีย โดยตำรวจท้องที่ของจอร์เจียระบุในเอกสารบันทึกการเสียชีวิตว่า สภาพร่างของผู้เสียชีวิตไม่พบบาดแผล ร่องรอยการต่อสู้ หรือหลักฐานที่บ่งชี้ว่าถูกทำร้ายก่อนเสียชีวิต ทำให้สังคมยังคงจับตาและรอผลการชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง
ล่าสุด 31 กรกฎาคม 2569 ช่องข่าวดังได้เผยบทสัมภาษณ์ของ แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งวิเคราะห์ว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงของฮลุนได้ แต่โดยพื้นฐานแล้ว คนวัยหนุ่มสาวที่มีอายุยังน้อยจะไม่เสียชีวิตง่าย แตกต่างจากผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว ซึ่งอาจเกิดภาวะหัวใจวายจนเสียชีวิตกะทันหันได้
แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ ระบุว่า หากพิจารณาจากข้อมูลของผู้เสียชีวิตที่เดินทางกลับถึงโรงแรม ก่อนเข้านอนและเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยผิดปกติใด ๆ ถือเป็นการเสียชีวิตกะทันหัน หรือ Sudden Unexpected Death ประกอบกับผู้เสียชีวิตเป็นชาวภาคอีสาน หากผลการชันสูตรไม่พบสารพิษในร่างกาย ก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจเกิดจากภาวะหัวใจเต้นผิดปกติขึ้นเอง ซึ่งมักเกิดในช่วงเวลากลางคืน เป็นกลุ่มอาการที่ทางการแพทย์เรียกว่า Nocturnal Death in Asian Men หรือที่คนไทยเรียกว่า นอนไหลตาย
นอกจากนี้ จากประสบการณ์ในการชันสูตรศพ หากเป็นผู้เสียชีวิตในลักษณะดังกล่าว เมื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด มักพบจุดเลือดออกขนาดเล็กบริเวณหัวใจ ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะก่อนเสียชีวิต
ส่วนประเด็นข้อสงสัยว่าผู้เสียชีวิตอาจถูกบุคคลอื่นทำให้เสียชีวิตนั้น แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ ระบุว่า หากเป็นการถูกทำร้ายโดยทั่วไปมักจะต้องมีร่องรอยปรากฏบนร่างกาย แต่หากเป็นการทำให้หมดสติโดยไม่ทิ้งบาดแผล เช่น การใช้แอลกอฮอล์ การรมควัน หรือได้รับพิษจากแก๊ส การชันสูตรและการตรวจเลือดยังคงสามารถตรวจพบสารดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม การตรวจต้องดำเนินการโดยเร็ว เนื่องจากไม่สามารถตรวจเลือดได้หากศพอยู่ในสภาพเน่าเปื่อยแล้ว

2026.7.30 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับรายงานล่าสุด คดี ฮลุน โซโล่ เสียชีวิต
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับรายงานล่าสุด จากทางการจอร์เจีย ขั้นตอนการสืบหาข้อเท็จจริง สาเหตุการเสียชีวิตของ”ฮลุน โซโล่” ยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง!?
กรณีข่าวเศร้า การเสียชีวิตของ ฮลุน โซโล่ ยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวชาวไทย หลังพบร่างนายบวรทัต เป็งสุข หรือ “ฮลุน โซโล่” ภายในโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงทบิลีซี่ เมืองหลวงของประเทศจอร์เจีย เสียชีวิตไปตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค.69 ที่ผ่านมา ล่าสุด พล.ต.ต.จตุรภัทร์ ภิรมย์แก้ว ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวเมื่อวันที่ 30 ก.ค.69 ว่า กรณีการพบร่าง “ฮลุน โซโล่” นักท่องเที่ยวชาวไทย เสียชีวิตภายในห้องพักของโรงแรมในประเทศจอร์เจีย สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัว ญาติ และผู้ใกล้ชิดของผู้เสียชีวิต

2026.7.29 2 พี่น้องชาวรัสเซียหายตัวปริศนา ส่อลางไม่ดี พบรถ จยย. ถูกฝังดินในป่าช้าเก่า
สองพี่น้องชาวรัสเซีย หายตัวปริศนาตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุดส่อลางไม่ดี พบรถจักรยานยนต์ ถูกชำแหละแยกชิ้นส่วนฝังดินอยู่ในป่าช้าเก่า
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่, ชุดสืบสวนจังหวัดชลบุรี และชุดสืบสวนตำรวจท่องเที่ยว รีบนำกำลังเดินทางบริเวณป่าช้าเก่าทุ่งหลวง ใกล้กับแยกชากแตง ห่างจากถนน นาจอมเทียน – มอเตอร์เวย์มาบตาพุต ประมาณ 200 เมตร พื้นที่หมู่ 9 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า พบกลุ่มคนนำรถจักรยานยนต์มาฝังดิน
ทั้งนี้ เมื่อเดินทางไปถึงพบประชาชนมองดูเหตุการณ์จำนวนมาก ซึ่งบริเวณดังกล่าวชาวบ้านบอกว่าเป็นป่าช้าเก่า โดยทางเข้าพบว่ามีกลุ่มคนพยายามตัดกิ่งไม้มาขวางทาง นอกจากนี้ ชาวบ้านยังชี้ให้ดูจุดบริเวณร่องรอยการขุดดินเพื่อฝังสิ่งของบางอย่าง เมื่อเจ้าหน้าที่ทำการขุดดินขึ้นมา ปรากฏว่าพบ รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเอดีวี 150 สี ดำเทา ทะเบียน 4 กษ 6379 ชลบุรี ถูกชำแหละแยกชิ้นส่วนเป็นชิ้นๆ ถูกฝังกลบดิน ซึ่งรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเป็นของสองพี่น้องชาวรัสเซียที่หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
ภายหลังการตรวจพบรถ เจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังปูพรมค้นหาพื้นที่โดยรอบ เพื่อค้นหาผู้สูญหายและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม เนื่องจากจุดดังกล่าวอยู่ใกล้บ้านของ “นายป๋อง” ผู้ต้องสงสัยที่ปรากฏในคลิปซึ่งเผยแพร่ก่อนหน้านี้ รวมถึงข้อความปริศนาที่สองพี่น้องส่งข้อความไปบอกแม่ ในวันที่หายออกจากบ้านว่าเหมือนมีคนสะกดรอยตาม นอกจากนี้ ตำรวจยังร้องขอทีมกู้ภัย เตรียมนักประดาน้ำ ลงตรวจสอบบ่อน้ำใกล้กับจุดที่มีการฝังรถจักรยานยนต์ เพื่อหาเบาะแสเพิ่มเติม
ทางด้าน นายจักรกฤษ บุญมาก อายุ 56 ปี ลุงหวอ ผู้ช่วยกำนัน เผยว่า หลังตรวจสอบข้อมูลร่วมกับผู้ใหญ่บ้านและวิเคราะห์เส้นทางจากภาพกล้องวงจรปิด ทำให้เชื่อว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดที่น่าสงสัย จึงลงพื้นที่ตรวจสอบ กระทั่งช่วงเวลาประมาณ 10.00 น. ได้รับข้อมูลจากบุคคลที่รู้จักว่า มีชายกลุ่มหนึ่งนำอุปกรณ์มาขุดดินตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 22.00 น. ของคืนก่อนหน้า จึงรีบเข้าตรวจสอบด้วยตนเอง ก่อนพบชายต้องสงสัย 4 คนอยู่ในพื้นที่
ตอนแรกเข้าใจว่าอาจมีการฝังศพ จึงรีบแจ้งผู้ใหญ่บ้านและถอยออกจากพื้นที่ เนื่องจากเกรงว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวอาจมีอาวุธ พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ เมื่อกลับเข้าไปพร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ กลุ่มชายทั้ง 4 คนได้หลบหนีไปแล้ว เหลือเพียงจุดฝังดิน ซึ่งภายหลังขุดตรวจสอบพบเป็นรถจักรยานยนต์ของผู้สูญหาย ส่วนตัวบุคคลทั้งสองยังไม่พบ และเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างปฏิบัติการค้นหาอย่างละเอียดในพื้นที่โดยรอบ.

This image taken from video provided by Internal Security Operations Command Region 4 shows a group of the alleged attackers riding on a back of a black pickup truck before they opened fire and threw pipe bombs at soldiers at a security checkpoint in Narathiwat province, Thailand, Wednesday, July 22, 2026. (Internal Security Operations Command Region 4 via AP) x1200
2026.7.28 ออกหมายจับเพิ่มอีก 1 รวมเป็น 2 คนร้ายถล่มจุดตรวจบูเก๊ะซามี นักรบชุดดำเร่งกระชับพื้่นที่บนเทือกเขา
ออกหมายจับเพิ่มอีก 1 รวมเป็น 2 คนร้ายถล่มจุดตรวจบูเก๊ะซามี ส่วนนักรบชุดดำยังไล่ล่าบนเทือกเขาต่อเนื่อง พบร่องรอยใช้เส้นทางผ่านหลายจุด และบางจุดมีลักษณะใช้เป็นจุดพัก
จากกรณีคนร้าย 13 คน ใช้อาวุธปืนยิงและขว้างไปป์บอมบ์ใส่จุดตรวจบูเก๊ะซามี ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารประจำจุดตรวจเสียชีวิต 5 นาย ชาวบ้านบาดเจ็บ 6 ราย ก่อนหลบหนีคนร้ายได้ขโมยเสื้อเกราะกันกระสุนและอาวุธปืนไปด้วย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 22 ก.ค.69 ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ออกหมายจับคนร้ายไปแล้ว 1 คนนั้น
เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลจังหวัดนราธิวาส ออกหมายจับเพิ่มเติมอีก 1 คน คือ นายซาฮาบูดิน มือเซาะ เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา จากการตรวจพบดีเอ็นอ ซึ่งเป็นพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ หลังจากเมื่อวันที่ 22 ก.ค. ศาลอนุมัติหมายจับ นายอาซีซัน มะดาเอ ไปก่อนหน้านี้แล้วจากการสืบสวนเชื่อมโยงเส้นทางรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ และพยานบุคคลจากกล้องวงจรปิด โดยสรุปคนร้าย 13 คน เจ้าหน้าที่ออกหมายจับได้แล้ว 2 คน และในเร็วๆ นี้จะมีการทยอยออกหมายจับเพิ่มเติม
สำหรับทั้ง 2 คน ถูกดำนินคดีในข้อหาฐานความผิดเป็นอั้งยี่, ซ่องโจร, ร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย หรือกระทำความผิดใดๆ อันเป็นส่วนของแผนการเพื่อก่อการร้าย หรือรู้ว่ามีผู้จะก่อการร้ายแล้วกระทำการอันเป็นการช่วยปกปิดไว้, เป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้าย, ฐานร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่โดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
ส่วนการส่งชุดนักรบดำ ซึ่งเป็นกำลังพลจากเจ้าหน้าที่ชุดปฎิบัติการพิเศษร่วม 3 จังหวัด คือนราธิวาส ยะลาและปัตตานี ในการกดดันไล่ล่ากลุ่มแกนนำ 4 คน คือ 1.นายมะซาฟี ตีโม 2.นายอับดุลเลาะห์ มะแซ 3.นายอิสมาแอล แจ๊ะแว และ 4.นายอาซีซัน มะดาเอ บนเทือกเขาเมาะแต ในพื้นที่เขตรอยต่อ 3 อำเภอ คือระแงะ จะแนะ และศรีสาคร เป็นวันที่ 3 อย่างต่อเนื่องนั้น เจ้าหน้าที่ยังคงสนธิกำลังเดินลาดตระเวนตีวงล้อมให้พื้นที่กระชับและแคบลงเทือกเขาเมาะแต ซึ่งพบร่องรอยในลักษณะมีบุคคลใช้เป็นเส้นทางเดินผ่านภายในป่าหลายจุด บางจุดมีลักษณะใช้เป็นจุดพัก คาดว่าเป็นจุดที่กลุ่มคนร้ายเคลื่อนไหวกบดานบนเทือกเขา สลับสับเปลี่ยนเคลื่อนย้ายในการดำรงชีพที่ผ่านการใช้พื้นที่มาระยะหนึ่งแล้ว ในรอยต่อพื้นที่ อ.ระแงะ กับเขตรอยต่อพื้นที่ อ.จะแนะ ซึ่งผลการปฏิบัติงานตลอดทั้ง 3 วัน ยังไม่พบกลุ่มแกนนำ 4 คน และสมาชิกในกลุ่มที่เคลื่อนไหวกบดานบนเทือกเขาแต่อย่างใด
ส่วนทางภาคพื้นดิน เจ้าหน้าที่ทหารที่รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่ได้บูรณาการกับเจ้าหน้าที่ทหารบนเทือกเขา ในการแลกเปลี่ยนข่าวสาร เดินลาดตระเวนเส้นทางคู่ขนานกับเทือกเขา พร้อมตั้งจุดตรวจ จุดสกัดในการตรวจสอบยานพาหนะ และบุคคลที่สัญจรไปมาบนถนนตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสกัดกั้นกลุ่มคนร้ายหลบหนีการไล่ล่ามาทางภาคพื้นดิน
ด้าน พ.อ.ปัญจพล ทรัพย์บวร ผบ.ฉก.ทพ.48 ลงพื้นที่ในช่วงคืนที่ผ่านมา ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจหน้าฐานปฏิบัติการ ร้อย.ทพ.4803 อ.เจาะไอร้อง เพื่อกำชับมาตรการรักษาความปลอดภัย ให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ ดูแลความปลอดภัยของกำลังพลและพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างสูงสุด และหากเกิดเหตุร้ายสามารถตอบโต้ได้ทันท่วงที่ ซึ่งถือเป็นคำสั่งที่ใช้ความเด็ดขาดกับกลุ่มคนร้าย
+
2026.7.23 Thai authorities hunt for suspects after an attack in troubled south kills 5 soldiers
BANGKOK (AP) — Thai authorities said Thursday they are searching for the people responsible for an attack in the country’s troubled deep south region that killed five soldiers and injured several civilians.
About 10 attackers opened fire and threw pipe bombs at soldiers at a security check point near a residential area in Narathiwat province Wednesday evening before fleeing, according to the regional Internal Security Operations Command. It said six civilians were injured during the attack, including a 10-year-old boy who remains hospitalized in stable condition.
Photos released by authorities showed a group identified as the attackers, dressed in black clothing and hats and riding on the back of a black pickup truck. Security officials said the truck was later found abandoned and set on fire about 21 kilometers (13 miles) away from the scene.
They said the attackers had stolen three AK-47 rifles, three bullet proof vests and three mobile phones from the soldiers, who were members of the country’s paramilitary Ranger force, which operates as an auxiliary to the regular army and is usually deployed in border regions.
Narathiwat, along with Yala and Pattani, are Thailand’s southernmost provinces and are the only ones with Muslim majorities in the predominantly Buddhist nation. Since 2004, the provinces have been the site of a Muslim separatist insurgency that killed thousands.
Muslim residents have long complained of being treated like second-class citizens in Thailand, and separatist movements have been periodically active for decades. Heavy-handed crackdowns have fueled the discontent. Fighting continues to this day, but at a lower level.
The Internal Security Operations Command Region 4, which oversees security operations in southern Thailand, vowed in a Facebook post to “expedite the investigation and search for the perpetrators with the best efforts.”
Prime Minister Anutin Charnvirakul condemned the attack, saying it was a “terrorist attack that clearly aimed at killing government officials, and a serious threat to national security,” according to government spokesperson Rachada Dhnadirek.
Footage aired by public broadcaster Thai PBS showed homes and properties of residents nearby were also damaged. One home had damage to its roof, windows and doors, while a motorcycle parked outside the house was destroyed. Another home had bullet holes scattered across its metal front gate.

2026.7.27 CIB บุกรวบเครือข่ายจีนเทา แอบแฮก-โจรกรรมข้อมูลบัตรเครดิต
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. , พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล
รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.ภัทราวุธ อ่อนช่วย รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.กริช วรทัต ผกก.5 บก.ปอศ. และ พ.ต.ท.เชาวน์วุฒิ เลียบมา รอง ผกก.(สอบสวน) กก.5 บก.ปอศ.
เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.ณัฐดนัย บำรุงศิลป์, พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ จันทพันธ์, พ.ต.ต.บัญชา ช่วยรอดหมด และ พ.ต.ต.พิชญากร แตงรอด สว.กก.5 บก.ปอศ. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปอศ.
CIB บุกรวบเครือข่ายจีนเทา แอบแฮก-โจรกรรมข้อมูลบัตรเครดิต
ดำเนินคดีผู้ต้องหา รวม 4 ราย ดังนี้
1.นาย CHAO JI อายุ 42 ปี สัญชาติจีน
2.นางสาวสาลินี (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี สัญชาติไทย
3.นางสาวจิตตรา (สงวนนามสกุล) อายุ 32 ปี สัญชาติไทย
4.นายธีรภัทร (สงวนนามสกุล) อายุ 32 ปี สัญชาติไทย
ความผิดฐาน “ร่วมกันมีเครื่องมือหรือวัตถุสำหรับให้ได้ข้อมูลบัตรอิเล็กทรอนิกส์ในการปลอมหรือแปลงสิ่งใดๆเพื่อใช้หรือให้ได้ข้อมูลในการปลอมหรือแปลง โดยเป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้าค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/2 และ 269/7
CIB บุกรวบเครือข่ายจีนเทา แอบแฮก-โจรกรรมข้อมูลบัตรเครดิต
พร้อมตรวจยึดของกลาง
1.แป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ติดเครื่องอ่านข้อมูลแถบแม่เหล็กบัตรอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 11 เครื่อง
2.คอมพิวเตอร์ จำนวน 5 เครื่อง
3.เครื่องรูดบัตรอิเล็กทรอนิกส์(EDC) จำนวน 3 เครื่อง
4.โทรศัพท์มือถือ จำนวน 6 เครื่อง
6.กล้องวงจรปิดระบบ IP จำนวน 18 ตัว
5.เซิฟเวอร์กล้องวงจรปิด จำนวน 3 เครื่อง
และรายการทรัพย์ตรวจยึดอี่นๆ รวม 21 รายการ
สถานที่ตรวจค้น
1.ร้าน CM Yummy Fruit Dried ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่
2.ร้าน Fruit Dried Shop ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่
3.ร้าน Yaowarat Fruit Dry ถ.เยาวราช แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กทม.
4.บ้านพัก ม.5 ต.ท่าศาลา อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่
5.อพาร์ทเม้นท์ ซ.ลาดพร้าว 48 แยก 3 แขวงสามเสนใน เขตห้วยขวาง กทม.
6.บ้านพัก ซ.พัทยา 16 ม.9 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
พฤติการณ์ สืบเนื่อง สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ได้ขอความร่วมมือมายัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ช่วยสืบสวนกรณี กรมสืบสวนคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (MPS) และตำรวจนครเซี่ยงไฮ้ สืบสวนพบขบวนการลักลอบคัดลอกข้อมูลบัตรเครดิตที่มีเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่าง สาธารณรัฐประชาชนจีน สหรัฐอเมริกา และประเทศไทย โดยพบว่ามีชาวจีนที่ถูกคัดลอกข้อมูลบัตรเครดิตแล้วนำไปรูดซื้อสินค้าและกดเงินสดกว่า 1,200 ราย มูลค่าความเสียหายประมาณ 6 ล้านหยวน หรือประมาณ 29 ล้านบาท โดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มอบหมายให้ กก.5 บก.ปอศ. ร่วมสืบสวนกรณีดังกล่าว
จากข้อมูลการสืบสวน ผู้เสียหายชาวจีนให้การตรงกันว่า เคยเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และ กทม. โดยมีการชำระค่าสินค้าและบริการผ่านบัตรเครดิต UnionPay เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ทำการตรวจสอบพบข้อมูลร้านค้าต้องสงสัยที่น่าเชื่อว่าเป็นจุดคัดลอกข้อมูลบัตรเครดิตของผู้เสียหายชาวจีน จำนวน 3 ร้าน ได้แก่
1.ร้าน CM Yummy Fruit Dried ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่
2.ร้าน Fruit Dried Shop ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่
3.ร้าน Yaowarat Fruit Dry ถ.เยาวราช แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กทม.
โดยเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า ร้านค้าทั้ง 3 ร้าน ดังกล่าว เป็นร้านขายผลไม้อบแห้งและของฝาก มีการติดป้ายโฆษณามอบส่วนลด 32% หากชำระค่าสินค้าด้วยบัตรเครดิต UnionPay เพื่อจูงใจให้นักท่องเที่ยวใช้บัตรดังกล่าวในการชำระค่าสินค้า และในร้านมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดจำนวนมากผิดปกติ โดยเฉพาะบริเวณตำแหน่งจุดเคาน์เตอร์ชำระสินค้า ซึ่งน่าสงสัยว่าอาจใช้ในการถ่ายรหัสผ่าน (PIN) ของผู้ถือบัตร จากการตรวจสอบพบบุคคลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นาย CHAO JI สัญชาติจีน, น.ส.สาลินีฯ สัญชาติไทย, น.ส.จิตตราฯ และนายธีรภัทรฯ ร่วมกันจดทะเบียนนิติบุคคลและทะเบียนพาณิชย์ ร้านผลไม้อบแห้งข้างต้น
ต่อมาวันที่ 22 ก.ค.69 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปอศ. ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ภ.จว.เชียงใหม่ และ ตม.จว.เชียงใหม่ เปิดปฏิบัติการ CIB OPERATION : CARD SHIELD นำหมายค้นเข้าทำการตรวจร้านค้าและสถานที่ที่เกี่ยวข้อง รวม 6 จุด ประกอบด้วย ร้านขายผลไม้อบแห้งที่ผู้เสียหายนำบัตรเครดิตไปใช้ จำนวน 3 จุด และที่พักอาศัยของบุคคลที่เกี่ยวข้อง จำนวน 3 จุด ผลการตรวจค้นพบแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ติดเครื่องอ่านข้อมูลแถบแม่เหล็กบัตรอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 11 เครื่อง, เครื่องรูดบัตรอิเล็กทรอนิกส์(EDC) จำนวน 3 เครื่อง, คอมพิวเตอร์ จำนวน 5 เครื่อง, กล้องวงจรปิดระบบ IP จำนวน 18 ตัว พร้อมเซิฟเวอร์ จากการซักถามพนักงานของร้านให้การว่า ทางเจ้าของร้านได้สั่งการไว้ หากมีลูกค้าที่ใช้บัตรเครดิต Union Pay ในการชำระสินค้า ให้ทำการรูดบัตรเครดิตจำนวน 2 ครั้ง ครั้งแรกให้รูดผ่านแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ติดเครื่องอ่านข้อมูลแถบแม่เหล็กบัตรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งติดตั้งไว้ที่จุดชำระเงิน และครั้งที่สองให้รูดชำระค่าสินค้าผ่านเครื่องรูดบัตรอิเล็กทรอนิกส์(EDC) หากมีลูกค้ารายใดสงสัยให้แจ้งไปว่าการรูดครั้งแรกเป็นการรูดเพื่อรับโปรโมชั่นส่วนลด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการทดสอบพบว่า เมื่อนำบัตรเครดิตรูดผ่านแป้นพิมพ์ดังกล่าวแล้วข้อมูลบัตรจะถูกคัดลอกส่งไปยังแอปพลิเคชั่นไลน์ที่คนร้ายติดตั้งไว้ในคอมพิวเตอร์ของทางร้าน จึงได้ตรวจยึดพยานหลักฐานและพยานวัตถุอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 21 รายการ
จากการสอบสวนนาย Chao Ji ผู้ต้องหารับว่าได้ร่วมกับผู้ต้องหาชาวไทยทั้งสาม เปิดร้านผลไม้อบแห้ง โดยนาย Chao Ji ได้สั่งแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ติดเครื่องอ่านข้อมูลแถบแม่เหล็กบัตรอิเล็กทรอนิกส์ มาจากประเทศจีน เพื่อนำมาใช้ในการคัดลอกข้อมูลบัตรเครดิต Union Pay ของลูกค้าชาวจีน โดยหลักจากได้ข้อมูลบัตรเครดิตแล้วจะส่งข้อมูลต่อผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ให้เพื่อนชาวจีนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วนำข้อมูลบัตรเครดิตดังกล่าว ไปใช้ซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์, สินค้าแบรนด์เนม และกดเงินสด ในประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วนำผลประโยชน์มาแบ่งกัน
จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีบุคคลที่เกี่ยวข้อง จำนวน 4 ราย ข้างต้น ในความผิดฐาน “ร่วมกันมีเครื่องมือหรือวัตถุสำหรับให้ได้ข้อมูลบัตรอิเล็กทรอนิกส์ในการปลอมหรือแปลงสิ่งใดๆ เพื่อใช้หรือให้ได้ข้อมูลในการปลอมหรือแปลง โดยเป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้าค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด” ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
สุดท้ายนี้ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ขอฝากเตือนภัยถึงประชาชน ให้ระมัดระวังในการใช้บัตรเครดิตและบัตรอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะการชำระค่าสินค้าหรือบริการกับร้านค้าที่ไม่คุ้นเคย ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของร้านค้า ระวังการแอบถ่ายรหัส PIN ขณะกดทำรายการทุกครั้ง และเมื่อรูดบัตรชำระสินค้าให้สังเกตตลอดเวลา หากมีลักษณะการรูดบัตรที่ผิดปกติ เช่น นำบัตรไปรูดหลายครั้ง หรือผ่านเครื่องรูดบัตรหลายเครื่อง ควรตรวจสอบกับร้านค้าที่ใช้ และติดต่อธนาคารผู้ออกบัตรเพื่อระงับการใช้งานบัตรอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมพ.ต.ท.เชาวน์วุฒิ เลียบมา รอง ผกก.(สอบสวน) กก.5 บก.ปอศ. หมายเลขโทรศัพท์ 087 116 8753

2026.7.25 ‘พ่อไทยทิพย์’ เขย่าทะเบียนราษฎร! เด็กเข้าข่ายเกือบ 1,500 คน–ธุรกิจ ‘ขายสัญชาติ’ ภัยเงียบความมั่นคง
ปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” ทลายเครือข่ายพ่อไทยทิพย์ เริ่มต้นจากเบาะแสเดียว ขยายผลจนพบเด็กต้องสงสัยเกือบ 1,500 ราย
โมเดลอาชญากรรม จ้างชายไทยแสดงตัวเป็น “บิดา” ของเด็กต่างชาติ เพื่อให้ได้สัญชาติไทยตามสายโลหิต
ความเสี่ยงไม่ได้จบที่บัตรประชาชน แต่โยงถึงเครือข่ายฟอกเงินและสแกมเมอร์ข้ามชาติมูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท

2026.7.24 รวบชายอายุ 48 ปี วิ่งราวกระเป๋าใบละ 1 แสน นักท่องเที่ยวอิตาลี
รวบชายอายุ 48 ปี วิ่งราวกระเป๋าใบละ 1 แสนบาท นักท่องเที่ยวอิตาลี พลเมืองดี-เจ้าหน้าที่ตำรวจ ช่วยกันจับได้ทันควัน
24 ก.ค. 69 – พ.ต.อ.วิทวัส เข่งคุ้ม ผกก.สน.พลับพลาไชย 2 พร้อม พ.ต.ท.สุทิน ยุ่นสมาน รอง ผกก.สส. สั่งการให้ พ.ต.ท.ธนกฤต วุฒิมโนจินดา สว.สส. และ พ.ต.ท.หาญ เขียวมณี สว.สส. และฝ่ายสืบสวน สน.พลับพลาไชย 2
เข้าจับกุม นายประวิทย์ อายุ 48 ปี บริเวณบ้านแห่งหนึ่ง ซอยวานิช 2 แขวงตลาดน้อย เขตสัมพัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร พร้อมของกลางกระเป๋ายี่ห้อชาแนล ใบละ 100,000 บาท
สืบเนื่องจากวันที่ 23 ก.ค. ขณะเจ้าหน้าที่สายตรวจ สน.พลับพลาไชย 2 ออกตรวจพื้นที่
บริเวณซอยวานิช 2 ได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือจากประชาชนบริเวณดังกล่าว ว่ามีคนร้ายก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์กระเป๋านักท่องเที่ยวสาวชาวอิตาลี
เมื่อไปถึง เจ้าหน้าที่และพลเมืองดี ได้ตามควบคุมตัวคนร้ายที่ก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์ไว้ได้ พร้อมทรัพย์สินของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นกระเป้าหนังสีดำ ยีห้อซาแนล มูลค่ากว่า 100,000 บาท
นายประวิทย์ ผู้ก่อเหตุ รับสารภาพว่าได้ก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์จริง กระเป้าถือ หนังสีดำ ยีห้อชาแนล ของผู้เสียหายชาวต่างชาติจริง ก่อนวิ่งหลบหนีมาทางชอยวานิช 2 ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนพลเมืองดีควบคุมตัวไว้ได้ ส่วนสาเหตุที่ทำ เพราะไม่มีเงิน ไม่มีงาน

2026.7.24 ดราม่าต่างชาติบน BTS ผู้จัดโครงการอิตาลีออกแถลงขอโทษคนไทย หลังคลิปไวรัลแชร์ไปทั่วโซเชียล
คลิปนักเรียนต่างชาติส่งเสียงดังบน BTS กลายเป็นไวรัลทั่วโซเชียล ผู้โดยสารไทยเข้าไปตักเตือน ก่อนถูกตอบโต้ด้วยคำพูด “Sorry for bringing money to your country”
โลกออนไลน์วิจารณ์หนัก ชี้ปัญหาอยู่ที่มารยาทการใช้พื้นที่สาธารณะ ไม่ใช่สัญชาติ
บริษัทผู้จัดโครงการจากอิตาลีออกแถลงการณ์ขอโทษประชาชนไทย ยืนยันไม่ใช่ค่านิยมขององค์กร ย้ำเยาวชนส่วนใหญ่ในโครงการเคารพวัฒนธรรมไทย และจะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอย่างรับผิดชอบต่อไป

2026.7.3 ‘ส.ต.อ.’ โรงพักแสมดำเครียดเลิกกับแฟนเก่าวิดีโอคอลหาเพื่อน ก่อนลั่นไกจ่อขมับยิงตัวดับคาบ้านพัก
‘ส.ต.อ.’ โรงพักแสมดำ เครียดเลิกกับแฟนเก่า วิดีโอคอลหาเพื่อน ก่อนลั่นไกจ่อขมับยิงตัวดับคาบ้านพัก
เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 2 ก.ค. ร.ต.อ.ศรายุทธ สันทัด รอง สว.(สอบสวน) สน.บางขุนเทียน รับแจ้งเหตุตำรวจยิงตัวตาย บริเวณภายใน อู่ซ่อมสีรถยนต์ เลขที่ 4 ถนนบางบอน 1 ซอย 20 แขวงคลองบางพราน เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.บุญโรจน์ โลจายะ ผกก.สน.บางขุนเทียน พ.ต.อ.ไตรรัตน์ เพ็งนู ผกก.สน.แสมดำ พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและฝ่ายป้องกันปราบปราม สน.บางขุนเทียน แพทย์นิติเวชโรงพยาบาลศิริราช เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน และอาสามูลนิธิร่วมกตัญญู
ที่เกิดเหตุเป็นอาคารชั้นเดียวแบ่งเป็นห้องๆ ภายในห้องนอน พบศพ ส.ต.อ. (สงวนชื่อนามสกุล) อายุ 31 ปี ตำแหน่ง ผบ.หมู่ ป้องกันและปราบปราม สน.แสมดำ นอนคว่ำหน้าจมกองเลือด สวมเสื้อยืดสีฟ้า นุ่งกางเกงขาสั้นสีดำ มีบาดแผลที่บริเวณศีรษะ มือด้านซ้ายพบอาวุธปืนลูกโม่ ขนาด .38ยี่ห้อ Smith And Wesson เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเก็บไว้เป็นหลักฐานและปิดกั้นที่เกิดเหตุ
จากการสอบสวน พ่อผู้เสียชีวิตให้การว่า เมื่อช่วงสายๆ เวลา 11.00 น. ของวันที่ 2 ก.ค. ผู้เสียชีวิตนำโทรศัพท์ของน้องสาวไปคุยกับอดีตแฟนสาวที่เลิกรากันไปแล้ว หลังจากนั้นผู้เสียชีวิตได้กักตัวไม่ยอมออกมาจากห้อง ผ่านไปถึงช่วงเวลาประมาณ 19.00 น. ผู้เป็นพ่อได้ยินเสียงคล้ายเสียงปืนดังขึ้น 1 ครั้ง แล้วได้รับสายโทรศัพท์จาก ร.ต.อ.สุขสันต์ สังกัด สน.แสมดำ แจ้งว่าได้รับสายจาก ส.ต.อ. สังกัด สน.แสมดำ แจ้งว่า ได้โทรฯ วิดีโอคอลกับผู้ชีวิตก่อนยิงตัวตาย หลังจากนั้นจึงได้ทำการงัดประตูห้องเข้าไป ก็พบร่าง ส.ต.อ. นอนเสียชีวิตแล้ว
เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนจึงมอบให้อาสาสมัครฯ นำร่างผู้เสียชีวิตส่งไปชันสูตรที่ภาควิชานิติเวชศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อหาสาเหตุเพิ่มเติม ก่อนประสานให้ญาติรับศพกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป
2026.7.3 ป.ป.ส.สอบเข้มสองผัวเมียรับจ้างส่งพัสดุยัดไส้เฮโรอีนจากลาวเข้ากรุงเทพฯ ก่อนส่งให้แอร์สาว เตรียมหมายจับ-ขยายผลถึงผู้ว่าจ้าง
โฆษก ป.ป.ส.เค้นสอบเข้มสองผัวเมียชาวไทย-ลาว จังหวัดเลย หลังรับจ้างส่งพัสดุยัดไส้เฮโรอีน จาก สปป.ลาว เข้ากรุงเทพฯ ค่าจ้าง 8,000 บาท เตรียมขอศาลออกหมายจับ เร่งแกะรอยเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ ตรวจเส้นทางการเงินและขยายผลผู้ว่าจ้าง
วันนี้ (3 ก.ค.) น.ส.อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. และในฐานะโฆษก ป.ป.ส. เปิดเผยความคืบหน้ากรณี ปปส.ภาค 4 บูรณาการความร่วมมือกับตำรวจภูธรจังหวัดเลย ตำรวจภูธรภาค 4 และสถานีตำรวจในพื้นที่จังหวัดเลย จับกุม นายอาทิตย์ (สงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี ชาวไทย และนางทัดสะพอน (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี ชาวลาว ซึ่งเป็นสามีภรรยา พักอาศัยอยู่ที่หมู่ 5 ต.ปากตม อ.เชียงคาน จ.เลย หลังสืบทราบพบว่าทั้งคู่อาจเป็นหนึ่งในเครือข่ายขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ว่า ภายหลังจากที่วานนี้ (2 ก.ค.69) เจ้าหน้าที่มีการควบคุมตัวสองสามีภรรยาเพื่อทำการสอบปากคำขยายผลเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติไปเบื้องต้นแล้วนั้น โดยในวันนี้จะมีการนำตัวทั้งคู่เข้ามาขยายผลเพิ่มเติมที่สำนักงาน ป.ป.ส.(ทุ่งสองห้อง) กรุงเทพฯ พร้อมยืนยันว่ายังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ทั้งคู่ เเต่เป็นเพียงผู้ต้องสงสัยในคดี
น.ส.อารีภักดิ์ เผยว่า ในวันนี้ชุดสอบสวนของ ป.ป.ส. ได้มีการวางกรอบประเด็นการสอบสวนอย้างเข้มข้น เช่น ในการส่งพัสดุแต่ละครั้ง ได้รับการประสานงานจากใคร จากแพลตฟอร์มใด พูดคุยกันมานานแค่ไหน, พัสดุเหล่านี้ได้รับมาจากไหน จากใคร, มีการรับจ้างส่งพัสดุมาแล้วกี่ครั้ง และส่วนใหญ่แล้วพัสดุที่รับจ้างส่งนั้นเป็นรายการพัสดุเกี่ยวกับอะไรบ้าง อีกทั้งในส่วนของนางทัดสะพอน ซึ่งเป็นภรรยาของนายอาทิตย์ ก็เป็นชาวลาวอยู่แล้ว จึงต้องเชิญมาขอข้อมูลเชิงลึกว่ามีความสัมพันธ์ข้องเกี่ยวกับใครหรือไม่ หรือมีรู้จักกับเครือข่ายนอกประเทศใดหรือไม่ เนื่องด้วยนายอาทิตย์ ได้ให้การยืนยันว่าเขาเป็นผู้รับจ้างส่งพัสดุจากชาวลาวแต่เพียงผู้เดียว และปฏิเสธว่าภรรยาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
น.ส.อารีภักดิ์ เผยอีกว่า ได้ตั้งประเด็นเตรียมสอบถามนายอาทิตย์ (ชาวไทย) ด้วยว่าการรับจ้างส่งพัสดุในแต่ละครั้งจากชาวลาว ก็ล้วนเป็นสิ่งของมีราคา ไม่ใช่สินค้าราคาถูก ดังนั้น การจะปฏิเสธทันทีเลยว่าไม่เกี่ยวข้อง ไม่รู้เห็นเรื่องการยัดไส้ยาเสพติดในสินค้าที่ส่งพัสดุ ก็อาจยังรับฟังไม่ได้มากเพียงพอ แม้เจ้าตัวจะมีหน้าที่เพียงรับเอากล่องพัสดุไปส่งไปรษณีย์ไทยเพื่อจัดส่งยังผู้รับปลายทาง ไม่ได้เกี่ยวข้องในขั้นตอนการแพ็กเกจสิ่งห่อหุ้มสินค้าก่อนจัดลงพัสดุก็ตาม และนอกจากนี้ ค่าจ้างครั้งละ 8,000 บาท ถือว่าเป็นเงินจำนวนมากสำหรับคนต่างจังหวัด ก็อาจใช้พิจารณาได้ด้วยว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน สอดคล้องกับพยานหลักฐานหรือไม่ ฉะนั้น ป.ป.ส. จึงต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งคู่ ได้ให้ข้อเท็จจริง และ ป.ป.ส. จะได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินผ่านบัญชีธนาคารของทั้งคู่ ว่ามีรายการรับจ่ายโอนเงินในห้วงเวลาที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง รับเงินโอนค่าจ้างส่งพัสดุจากชื่อบัญชีธนาคารใด หรือเป็นการรับเงินสดกี่บาท
น.ส.อารีภักดิ์ เผยต่อว่า แม้พฤติการณ์ทางคดีและรูปแบบการบรรจุภัณฑ์สิ่งของพัสดุสินค้าไทยที่ยัดไส้ยาเสพติดจะค่อนข้างมีความคล้ายกันหมด แต่กรณีของสองสามีภรรยารายนี้ ยังไม่พบความเกี่ยวข้องชัดเจนว่าเป็นผู้ส่งกล่องพัสดุมายัง น.ส.มีนา (พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน บริษัท การบินไทย จำกัด ซึ่งถูกทางการออสเตรเลียจับกุม) ทั้งนี้ จากการตรวจค้นภายในบ้านพักของสามีภรรยาคู่นี้ในจังหวัดเลย ก็ยังไม่เจอสิ่งของผิดกฎหมายใด ๆ เพราะเป็นเพียงผู้รับจ้างส่งพัสดุเท่านั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าพัสดุได้มีการหีบห่อบรรจุภัณฑ์มาเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ต้นทางนอกประเทศก่อนเข้ามาที่ไทย แล้วแค่มาหาคนจัดส่งพัสดุให้ผู้รับปลายทาง ซึ่งขบวนการนี้จะใช้วิธีแบ่งหน้าที่คนทำงาน ไม่ให้คนในแต่ละขั้นตอนได้รู้จักกัน เพื่อปิดบังไม่ให้เจ้าหน้าที่สืบสวนเจอได้
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวสองสามีภรรยามาสอบถามข้อมูลเรื่องการรับจ้างส่งพัสดุจากชาวลาว เบื้องต้นยังคงให้การว่าไม่รู้เรื่องการยัดไส้ยาเสพติดเฮโรอีนในพัสดุ และไม่รู้จัก น.ส.มีนา (พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ถูกทางการออสเตรเลียจับกุม) โดยยังให้การปฏิเสธ อ้างว่าได้รับจ้างให้ส่งพัสดุไปรษณีย์ไทยเท่านั้น เนื่องด้วยพบพยานหลักฐานที่อาจบ่งชี้ว่าสองสามีภรรยามีส่วนเกี่ยวข้องกับรายคดีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดผ่านพัสดุภัณฑ์ในหลายคดี จึงเป็นเหตุให้ ป.ป.ส. จำเป็นต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอศาลออกหมายจับทั้งคู่ ฐานมีส่วนร่วมหรือเป็นผู้ขนส่ง ลำเลียง ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 และนอกจากนี้ นางทัดสะพอน (ชาวลาว) ภรรยาของนายอาทิตย์ ก็ยังคงปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ายาข้ามชาติ คาดว่าจะสามารถขอศาลออกหมายจับได้ในเร็ว ๆ นี้ x1200

2026.7.3 รวบชาวจีน 4 ราย ปะปนผู้โดยสาร รถทัวร์สายใต้ หลังลักลอบเข้าไทยโดยผิดกฎหมาย

2026.7.3 อุทาหรณ์สายรับจ้างหิ้ว! ออสซี่จับแอร์สาวบินไทย ติดกับ ‘อวตาร’ แก๊งค้ายา ลวงขนเป๋าช้างซุกผงขาว

ภัยร้ายจากผลพวงของ ‘ยาเสพติด’ เป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของผู้คนทั่วโลก

รัฐบาลทุกประเทศต่างตั้งสกัดทุกวิถีทาง ป้องกันไม่ให้ยานรกหลุดรอดเข้าไปสู่มาตุภูมิ เพื่อบั่นทอนทำลายเหล่าผู้คนที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

แต่ความเย้ายวนจากเม็ดเงินสกปรกมหาศาล ขบวนการอุบาทว์เฟ้นหาทุกช่องทางนำส่งสินค้ามรณะไปให้ถึงปลายทางโดยไม่สนวิธีการ

ล่าสุด เหยื่อที่พลัดหลงเข้าสู่กับดักโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวก็คือสาวสวยวัยเพียง 26 ปี ต้องหมดสิ้นอนาคตอันสดใส เพียงเพราะเธอต้องการหารายได้พิเศษนำเงินเลี้ยงดูมารดาที่ชราภาพลงทุกวัน และผ่อนชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

ชีวิตของลูกเรือหญิงชาวไทย สังกัดการบินไทย เที่ยวบิน TG 465 ต้องพลิกผันไปตลอดกาล ทันทีที่เธอย่างเท้าลงสัมผัสท่าอากาศยานเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ในวันที่ 25 มิถุนายน 2569

เมื่อสุนัขดมกลิ่นของกองกำลังพิทักษ์ชายแดนออสเตรเลีย ส่งสัญญาณเตือนภัยอย่างรุนแรงหน้ากระเป๋าสัมภาระของแอร์โฮสเตสสาววัย 26 ปี

พนักงานสอบสวนสำนักงานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย เข้าควบคุมตัวเธอไว้สอบสวนพร้อมตรวจค้นสัมภาระของเธออย่างละเอียดเป็นพิเศษ แล้วก็พบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) น้ำหนักสุทธิกว่า 1 กิโลกรัม ถูกแยกบรรจุและซุกซ่อนไว้ในซับในกระเป๋าผ้าลายช้างขนาดเล็ก 12 ใบ ปะปนอยู่กับสิ่งของเครื่องใช้ทั่วไป เช่น ผ้าห่ม

เพื่อหวังเบี่ยงเบนความสนใจจากการตรวจตราของเจ้าหน้าที่ คิดเป็นมูลค่าในตลาดมืดสูงถึง 500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย

หรือกว่า 10 ล้านบาทไทย

คดีครั้งนี้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงระดับสากลทันที เมื่อสำนักข่าวต่างประเทศพากันประโคมข่าว ทางการออสเตรเลียสั่งดำเนินคดีกับเธอใน 2 ข้อหาฉกรรจ์ ได้แก่ นำเข้ายาเสพติดควบคุมบริเวณชายแดนในปริมาณเพื่อการค้า และครอบครองยาเสพติดควบคุมบริเวณชายแดนในปริมาณเพื่อการค้า

ตามประมวลกฎหมายอาญาของประเทศออสเตรเลียนั้นมีอัตราโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุก 25 ปีต่อข้อหา

ศาลเมืองเมลเบิร์นไม่อนุญาตให้ประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีความมั่นคงข้ามชาติที่มีความเสี่ยงต่อการหลบหนีสูง

ปัจจุบันเธอถูกควบคุมตัวอย่างเข้มงวดอยู่ที่สถานคุมขังหญิงหลักในรัฐวิกทอเรีย รอการขึ้นศาลพิจารณาคดีนัดถัดไปในวันที่ 14 กันยายน 2569

แรงสะเทือนจากคดีนี้ยังส่งผลให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการปฏิบัติภารกิจที่ประเทศฝรั่งเศส ถึงกับเดือดจัดและสั่งการด่วนข้ามโลก

เรียกประชุมใหญ่หน่วยงานปราบปรามยาเสพติดและบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ในวันที่ 3 กรกฎาคมทันที

เนื่องจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต่อเนื่องกับคดีชาวต่างชาติลอบขนยาเสียสาวจากไทยไปออสเตรเลีย ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์ระดับสากล ในช่วงเวลาที่รัฐบาลไทยกำลังผลักดันประเทศเป็นศูนย์กลางการบิน และตั้งเป้าเข้าเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในปี 2571

เบื้องลึกในการลักลอบขนยาเสพติดครานี้ เป็นผลผลิตของอาชญากรรมไซเบอร์ที่กำลังระบาดหนักในกลุ่มคนไทย

ชุดปฏิบัติการพิเศษของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) นำโดย พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. เปิดเผยผลการสืบสวนเชิงลึกจากการตรวจสอบบันทึกการสนทนาในโทรศัพท์มือถือและโซเชียลมีเดียของผู้ต้องหา

พบข้อมูลสำคัญว่า เธอและแฟนหนุ่มได้เข้าไปหางานในกลุ่ม “รับหิ้วสินค้า” บนแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อหารายได้เสริม

กระทั่งพบโพสต์จากบัญชีอวตารปริศนาที่ใช้ชื่อว่า “โรส” ประกาศหาคนเดินทางไปเมืองเมลเบิร์น เพื่อขอเช่าพื้นที่ว่างในกระเป๋าสัมภาระน้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัม

อ้างจะส่งสินค้าประเภทผ้าพื้นเมือง โอทอป (OTOP) และสินค้าหัตถกรรมไทยไปขายต่อในต่างประเทศ

ข้อตกลงสิ้นสุดลงที่เม็ดเงินค่าจ้างเพียง 8,800 บาท ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำและใกล้เคียงกับการรับหิ้วสินค้าทั่วไปเพื่อไม่ให้เกิดความสงสัย หลังจากนั้นขบวนการค้ายาได้ปิดดีลส่งพัสดุมรณะมาถึงคอนโดมิเนียมของเธอ

ยิ่งไปกว่านั้น จากการสืบสวนเชิงลึกของเจ้าหน้าที่ไอที ป.ป.ส. พบพฤติกรรมแก๊งยานี้ยบัญชี “Rose Rose” ทักแชตหว่านแหไปยังลูกเรือสายการบินต่างๆ อีกหลายรายในลักษณะเดียวกัน และยังตรวจพบความเชื่อมโยงกับบัญชีในแอพพลิเคชั่น TikTok ที่ใช้ชื่อว่า “แป้งที่แปลว่าแป้ง” มีพฤติกรรมตระเวนทักแชตหาลูกเรือเพื่อขอฝากหิ้วของไปยังประเทศออสเตรเลียในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

เมื่อเกิดเหตุจับกุมแอร์สาวขึ้นที่เมลเบิร์น บัญชีอวตารเหล่านี้ก็พร้อมใจกันทยอยลบและปิดตัวลงอย่างถาวรในทันที

ทิ้งไว้เพียงปริศนาและร่องรอยดิจิทัลที่เจ้าหน้าที่ไซเบอร์กำลังเร่งกู้คืนข้อมูล เพื่อลากคอตัวการใหญ่มาดำเนินคดี

เมื่อความจริงปรากฏในซีกโลกใต้ ปฏิบัติการในประเทศไทยก็ระเบิดขึ้นทันที

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม สั่งด่วนให้ชุดปราบปรามยาเสพติดเข้าตรวจค้นคอนโดมิเนียมหรูย่านบางนาซึ่งเป็นที่พักอาศัยของแอร์โฮสเตสสาว

เจ้าหน้าที่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายหรือสารตั้งต้นยาเสพติดเพิ่มเติม มีเพียงกล่องพัสดุเปล่าที่ถูกแกะแล้วทิ้งไว้ แต่ไร้รายละเอียดผู้ส่งที่ชัดเจน

เจ้าหน้าที่ประสานงานกับนิติบุคคลของคอนโดมิเนียมตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดย้อนหลัง กระทั่งพบความจริงที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนในวันส่งพัสดุมรณะ 22 มิถุนายน 2569

คดีทำท่าจะสับสนเมื่อมี ‘ไรเดอร์เสื้อเหลือง’ รายหนึ่งเดินทางเข้าลงบันทึกประจำวันกับตำรวจ สภ.สำโรงเหนือ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าตนเองเป็นเพียงผู้รับจ้างส่งของแทนเพื่อนที่หยุดงาน และไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ

ทว่า เมื่อ ป.ป.ส.ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดอย่างละเอียดกลับพบความจริงที่น่าตกใจว่า ไรเดอร์เสื้อเหลืองรายนี้เป็นคนละคนกับผู้นำพัสดุมาส่งให้แอร์สาว!

ตัวจริงที่ปรากฏในกล้องวงจรปิดคือ ชายปริศนาขับรถเก๋งสีดำ สวมเสื้อแจ็กเก็ตดำแบบมีหมวกคลุมศีรษะ (เสื้อฮู้ด) มิดชิด

ชายคนดังกล่าวจอดรถด้านนอกและเดินเท้าหลบมุมกล้องเข้ามาในพื้นที่โครงการ ตั้งใจไม่ผ่านไม้กั้นของป้อมยาม เพื่อหลีกเลี่ยงขั้นตอนการแลกบัตรยานพาหนะตามปกติ ในอ้อมแขนอุ้มกล่องพัสดุตรงดิ่งเข้าไปฝากไว้ที่เคาน์เตอร์นิติบุคคลก่อนจะรีบเดินหายไป

ก่อนที่แอร์โฮสเตสสาวรับกล่องนี้ขึ้นห้องพักด้วยตนเองหลังจากกลับมาจากทำงาน

เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.พะเยายังขยายผลเดินทางไปยังบ้านเกิดของแอร์สาวเพื่อสอบปากคำมารดา พบครอบครัวเธอมีฐานะยากจน ประกอบอาชีพทำไร่ทำนา สาวการบินไทยต้องส่งเงินกลับบ้านเดือนละ 10,000 บาท เพื่อช่วยมารดาผ่อนงวดรถยนต์เดือนละ 8,000 บาท

และยังมีหนี้สินผูกพันกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

ส่วนข้อมูลทางการเงินในบัญชีธนาคารทั้งหมดแสดงตัวเลขปกติ มีเงินเหลือน้อยมาก สอดคล้องกับพยานหลักฐานว่าเธออาจตกเป็นเหยื่อของการ “รับหิ้วของหารายได้เสริม”

เพื่อนำเงินมาจุนเจือครอบครัวจนกลายเป็นเครื่องมือให้แก๊งค้ายาข้ามชาติโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

แรงกระเพื่อมจากคดีนี้ลามไปถึงความเชื่อมั่นในระบบรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานไทย

นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทอท.) ต้องออกมาชี้แจงกรณีข้อกังขาที่ว่า เหตุใดเฮโรอีนน้ำหนักกว่า 1 กิโลกรัมจึงสามารถเล็ดลอดผ่านด่านตรวจความปลอดภัยของไทยออกไปได้อย่างง่ายดาย

จากการตรวจสอบผลการสแกนย้อนหลังพบว่า กระเป๋าผ้าทั้ง 12 ใบของแอร์สาวคนดังกล่าวผ่านเครื่องเอกซเรย์ระบบสายพานลำเลียงสัมภาระขาออกอัตโนมัติ (EDS) จริง แต่สถานะขึ้นคำว่า “Clear” (ปกติ)

เนื่องจากตามมาตรฐานองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ในขาออก จะตั้งค่าระบบให้มุ่งเน้นตรวจจับวัตถุระเบิด สารระเบิด และอาวุธร้ายแรงเพื่อป้องกันการก่อวินาศกรรมบนชั้นบรรยากาศเป็นหลัก

ไม่ได้ถูกออกแบบมาแยกแยะโมเลกุลของสารเสพติดที่เป็นออร์แกนิกได้สมบูรณ์แบบ และสนามบินทั่วโลกจะใช้สุนัขดมกลิ่นในเที่ยวบินขาเข้าเป็นหลักในการจับยาเสพติด

ประกอบกับในอดีตมาตรการต่อลูกเรือมักจะได้รับเกียรติและตรวจตราเพียงวัตถุระเบิดเท่านั้น

ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ยอมรับว่าที่ผ่านมามีการให้เกียรติลูกเรือจึงตรวจเฉพาะวัตถุระเบิด แต่ไม่มีสุนัขดมกลิ่นในขาออก หลังจากนี้ต้องมีความเข้มงวดและปรับปรุงระบบเพื่อปิดจุดบอดทันที

แม้ว่านายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญภักดิ์วรกุล รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะยืนยันว่ากรณีนี้เป็นพฤติกรรมส่วนบุคคลและจะไม่ส่งผลกระทบให้เกิดการแบนสายการบินไทยจากทางการออสเตรเลียเหมือนในอดีตก็ตาม

แต่ถ้อยแถลงของ พล.ต.ท.ซิโมน บัตเชอร์ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) ที่ระบุชัดเจนว่า กลุ่มอาชญากรข้ามชาติกำลังมุ่งเป้าโจมตีและใช้ประโยชน์จากบุคคลภายใน รวมถึงลูกเรือสายการบินเพื่อเป็นช่องทางในการเจาะทะลวงผ่านด่านศุลกากรชายแดน

ย่อมเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญว่า สงครามยาเสพติดโลกได้เปลี่ยนสมรภูมิมาอยู่ในกระเป๋าถือของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว

ทั้งทางการไทยและออสเตรเลียกำลังประสานข้อมูลลับภายใต้ปฏิบัติการเฉพาะกิจร่วม เพื่อเด็ดหัวตัวการใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลังบัญชี ‘โรส’ และขบวนการนี้ให้สิ้นซากต่อไป

บทเรียนราคาแพงจากโศกนาฏกรรมของแอร์สาวไทยในครั้งนี้ เป็นอุทาหรณ์เตือนใจสายหิ้วได้อย่างดีที่สุด

เม็ดเงินเพียงหลักพันอาจต้องแลกด้วยอิสรภาพเกือบทั้งชีวิต เปลี่ยนชีวิตของปัญญาชนผู้มีอนาคตไกลให้กลายเป็นนักโทษประหารหรือติดคุกตลอดชีวิตในต่างแดนได้เพียงชั่วข้ามคืน

พึงระลึกถึงคำเตือนอันเฉียบขาดของสำนักงาน ป.ป.ส. ไว้เป็นอุทาหรณ์

“ห้ามรับฝากพัสดุหรือรับหิ้วสิ่งของข้ามประเทศให้แก่บุคคลอื่นโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นคนสนิทหรือคนแปลกหน้าในโลกออนไลน์ เพราะพัสดุเหล่านั้นอาจซุกซ่อนสิ่งผิดกฎหมายที่พร้อมจะทำลายชีวิตคุณทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ด่านตรวจคนเข้าเมือง”

2026.7.3 ดช.11ปีซิ่งกระบะชนพระ มรณภาพ10รูปบาดเจ็บอื้อ
สลด! เด็กชายเป็นเด็กพิเศษวัย 11 ขวบ ขโมยรถกระบะซิ่งแหกด่านพุ่งชนคณะพระธุดงค์ มรณภาพ 10 รูป บาดเจ็บอีกจำนวนมาก คปภ.เผยความคุ้มครองเบื้องต้นตาม พ.ร.บ.บุคคลที่ 3 สูงสุด 20 ล้านบาท กรณีมรณภาพรูปละ 5 แสน บาดเจ็บ 8 หมื่น สมเด็จพระสังฆราชโปรดรับการบำเพ็ญกุศลศพพระมรณภาพขณะธรรมจาริกไว้ในพระอนุเคราะห์
เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เกิดเหตุอุบัติเหตุสะเทือนใจบริเวณใกล้ตลาดนาสีนวน อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เมื่อเด็กชายอายุประมาณ 11 ขวบ ซึ่งมีรายงานเบื้องต้นว่าได้นำรถกระบะของผู้ปกครองออกมาขับ ก่อนพุ่งชนคณะพระสงฆ์ที่กำลังเดินธุดงค์อยู่บนเส้นทาง ส่งผลให้เกิดความสูญเสียและมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก รายงานเบื้องต้นระบุว่า มีพระสงฆ์มรณภาพประมาณ 5 รูป และมีพระสงฆ์ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกหลายรูป
หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่กู้ภัย หน่วยแพทย์ฉุกเฉิน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ระดมกำลังเข้าช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมลำเลียงส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ขณะที่พื้นที่เกิดเหตุถูกปิดเพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานและเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน
สำหรับคณะพระธุดงค์ดังกล่าว ได้เริ่มออกเดินทางจากวัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร มุ่งหน้าสู่อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีกำหนดสิ้นสุดการเดินธุดงค์ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 แต่ระหว่างการเดินทางได้เกิดเหตุสลดดังกล่าวขึ้น
จากการสอบสวน นางทองยุ้น อายุ 72 ปี ซึ่งเดินทางมายังที่เกิดเหตุด้วยอาการช็อกและร่ำไห้ ได้เปิดเผยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ผู้ขับขี่รถกระบะคันก่อเหตุแท้จริงแล้วคือ เด็กชายเอ (นามสมมุติ) อายุเพียง 11 ขวบ ซึ่งเป็นหลานชายของตนเองและมีภาวะเป็นเด็กพิเศษ โดยในช่วงเช้าที่ผ่านมา หลานชายได้แอบขโมยลูกกุญแจรถกระบะคันดังกล่าวแล้วขับออกจากบ้านไปโดยไม่ทราบจุดหมาย เมื่อตนรู้ตัวว่าหลานขโมยรถออกไป จึงรีบโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ช่วยสกัดจับรถกระบะทะเบียนดังกล่าว เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตราย
แต่ในเวลาต่อมาได้รับแจ้งว่า หลานชายได้ขับรถแหกด่านตรวจของเจ้าหน้าที่บริเวณบ้านนาคำน้อย และซิ่งรถมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองมุกดาหารด้วยความเร็ว ก่อนจะมาประสบอุบัติเหตุเสียหลักพุ่งชนคณะพระธุดงค์ที่เดินเรียงแถวอยู่ริมถนนบ้านนาเวียงแก จนกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในที่สุด
ที่ห้องประชุมตึกอุบัติเหตุ โรงพยาบาลมุกดาหาร ชั้น 5 นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วยนายแพทย์ณรงค์ จันทร์แก้ว นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร, นายแพทย์วิลาศ นรินทร์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมุกดาหาร, พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร เปิดแถลงข่าว
ผู้ว่าฯ มุกดาหารเปิดเผยว่า คณะผู้ประสบเหตุเป็นพระภิกษุที่ออกเดินธุดงค์จากวัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ จังหวัดมุกดาหาร เพื่อมุ่งหน้าไปยังอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ประกอบด้วยพระภิกษุ 34 รูป และฆราวาส 5 คน
จากการรายงานเบื้องต้น พระภิกษุมรณภาพในจุดเกิดเหตุ 5 รูป และมรณภาพเพิ่มเติมที่โรงพยาบาลอีก 3 รูป รวมเป็น 8 รูป หลังรับแจ้งเหตุ หน่วยปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉิน อาสาสมัครกู้ภัย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงพื้นที่ภายในเวลาประมาณ 10 นาที ก่อนเร่งคัดแยกผู้บาดเจ็บและลำเลียงเข้าสู่โรงพยาบาลมุกดาหารอย่างเร่งด่วน โดยพบผู้ป่วยอาการวิกฤต (สีแดง) 4 ราย และผู้ป่วยอาการปานกลาง (สีเหลือง) 10 ราย
โรงพยาบาลมุกดาหารรับผู้ป่วยเข้ารักษารวม 23 ราย แบ่งเป็นพระภิกษุ 22 รูป และฆราวาส 1 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการกระดูกหักหลายตำแหน่ง ขณะที่บางรายได้รับบาดเจ็บทางสมอง ซึ่งทีมแพทย์กำลังเฝ้าติดตามอาการและให้การรักษาอย่างเต็มศักยภาพ
ในด้านการเยียวยา จังหวัดมุกดาหารเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น รถกระบะคันที่เกิดเหตุมีประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ผู้มรณภาพจะได้รับความคุ้มครองรายละ 500,000 บาท ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บจะได้รับความคุ้มครองรายละ 80,000 บาท พร้อมสิทธิค่ารักษาพยาบาลตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เพื่ออำนวยความสะดวกในการช่วยเหลือ จังหวัดมุกดาหารได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมุกดาหาร ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้การสนับสนุนครอบครัวผู้ประสบเหตุในทุกด้าน
นายวรญาณกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ขณะที่จังหวัดมุกดาหารยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
ด้าน พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผบก.ภ.จว.มุกดาหาร กล่าวว่า เนื่องจากผู้ขับขี่เป็นเยาวชน จะต้องเข้ากระบวนการสอบสวนตามกรอบของสหวิชาชีพถึงที่มาที่ไปการนำรถออกมาขับ และนำรถไปพิสูจน์หลักฐาน หาสาเหตุที่ขับไปพุ่งชนพระธุดงค์ ซึ่งกรอบระยะเวลาการสอบสวนคดีเด็กค่อนข้างใช้เวลา เพราะว่าตอนนี้เด็กอยู่ในภาวะช็อก ยังไม่สามารถให้ปากคำได้ ซึ่งตำรวจได้เชิญตัวผู้ปกครองมาสอบสวนว่าใครเป็นผู้ดูแลเด็ก ส่วนการดำเนินคดีว่าไปตามตัวบทกฎหมาย ซึ่งอาจต้องดำเนินคดีกับผู้ปกครอง ที่ปล่อยปละละเลยเยาวชนที่อายุยังไม่เกิน 15 ปี ส่วนที่บอกว่าคนขับเป็นเด็กพิเศษ ตนยังไม่ได้พูดคุย ซึ่งต้องมีการพิสูจน์ทราบต่อไป
ขณะที่ตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) แถลงถึงกรณีดังกล่าวว่า เบื้องต้นได้ตรวจสอบข้อมูลรถกระบะคันที่ก่อเหตุ มีประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หรือ พ.ร.บ. ซึ่งความคุ้มครองสูงสุดจำนวนเงิน 20 ล้านบาทต่อครั้ง ซึ่งพระภิกษุที่มรณภาพจะได้รับความคุ้มครองรูปละ 500,000 บาท ส่วนพระภิกษุหรือฆราวาสที่ได้รับบาดเจ็บจะได้รับการคุ้มครองสูงสุด 80,000 บาท และค่ารักษาพยาบาลตามจริง เบื้องต้นมีบริษัทประกันภัยเดินทางมาในที่นี้ด้วย ซึ่งมีการติดต่อประสานงานกับ คปภ. โดยเราจะประสานงานร่วมกัน
ทั้งนี้ โรงพยาบาลมุกดาหารรับบริจาคเลือดจำนวนมาก จากกรณีเกิดอุบัติเหตุเด็กวัย 11 ขวบ ขับรถกระบะพุ่งชนคณะพระธุดงค์ ส่งผลให้มีพระมรณภาพแล้ว 8 รูป ติดต่อบริจาคได้ที่ชั้น 2 อาคารมโนรมย์ โรงพยาบาลมุกดาหาร
นักร้องหนุ่ม ออย แสงศิลป์ โพสต์เฟซบุ๊กเป็นภาพของคณะพระสงฆ์กลุ่มที่เกิดเหตุ บอกว่าพระสงฆ์ที่นั่งแถวหน้าฝั่งขวาสุดคือพ่อของตนเอง โดยระบุว่า หนึ่งในพระที่เป็นข่าว คือคุณพ่อของผมเองครับ ท่านเสียชีวิตแล้วนะครับ
สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เผยแพร่เรื่อง โปรดประทานพระอนุเคราะห์ เจริญพร ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ด้วยความทราบฝ่าพระบาท เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ว่า คณะพระภิกษุประสบอุบัติเหตุขณะเดินธรรมจาริกตามเส้นทางจากวัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ปลายทางอำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี เป็นเหตุให้มีพระภิกษุถึงมรณภาพและอาพาธหลายรูป
เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช ทรงปลงธรรมสังเวช และมีพระบัญชาโปรดรับการบำเพ็ญกุศลศพพระภิกษุผู้ถึงมรณภาพไว้ในพระอนุเคราะห์โดยตลอด ทั้งนี้ โปรดประทานผ้าไตรพร้อมช่อไม้จันทน์ 1 ช่อ ไปในการฌาปนกิจศพพระภิกษุผู้ถึงมรณภาพทุกรูป
อนึ่ง มีพระบัญชาโปรดให้ไวยาวัจกรจัดศิลานปัจจัยประทานเป็นส่วนพระอนุเคราะห์ให้แก่พระภิกษุผู้อาพาธทุกรูป ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประสานข้อมูลจากคณะแพทย์ผู้รักษาและรายงานอาการอาพาธกราบทูลทราบฝ่าพระบาทเป็นระยะ และโปรดให้เชิญรับสั่งประทานพรให้มีสุขภาพฟื้นฟู กลับมาแข็งแรงเพื่อจักสามารถปฏิบัติศาสนกิจตามพระธรรมวินัยได้สืบไป.

2026.7.2 ยิ่งช็อกหนัก! เผยอาการล่าสุด 11 ขวบ ซิ่งกระบะชนพระธุดงค์
จากกรณีอุบัติเหตุร้ายแรงในพื้นที่ จ.มุกดาหาร หลังเด็กชายอายุประมาณ 11 ปี ซึ่งมีข้อมูลเบื้องต้นว่าเป็นเด็กพิเศษ นำรถกระบะของผู้ปกครองออกมาขับ ก่อนพุ่งชนคณะพระสงฆ์ที่กำลังเดินธุดงค์ริมถนนสายมุกดาหาร-ดอนตาล บริเวณบ้านนาเวียงแก ต.นาสีนวล อ.เมือง จ.มุกดาหาร เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ส่งผลให้มีพระสงฆ์มรณภาพและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ตามที่ได้รายงานไปก่อนหน้านี้ นั้น
ต่อมา รายงานระบุว่า ขณะเกิดเหตุมีพระสงฆ์รวม 34 รูป กำลังเดินธุดงค์จากตัวเมืองมุกดาหาร มุ่งหน้าไปยัง จ.อุบลราชธานี โดยแรงพุ่งชนทำให้ในเบื้องต้นมีพระมรณภาพในที่เกิดเหตุ 5 รูป บาดเจ็บสาหัส 7 รูป และได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยอีกประมาณ 20 รูป ก่อนที่ต่อมาจะมีรายงานล่าสุดว่า จำนวนพระที่มรณภาพเพิ่มเป็น 8 รูป ขณะที่มีพระได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 20 รูป ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เร่งลำเลียงผู้บาดเจ็บส่งรักษาที่โรงพยาบาลมุกดาหารและโรงพยาบาลใกล้เคียง
ด้าน ร.ต.ต.ธีระ แก้วเนตร ตำรวจทางหลวง ซึ่งขับรถผ่านจุดเกิดเหตุ เปิดเผยว่า เมื่อเดินทางมาถึงพบพระสงฆ์จำนวนมากนอนกระจัดกระจายอยู่บนพื้นถนน โดยในช่วงแรกเข้าใจว่าเป็นการซักซ้อมแผนกู้ภัย แต่เมื่อเข้าไปตรวจสอบจึงทราบว่าเป็นอุบัติเหตุร้ายแรง จึงรีบประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยกู้ภัย และทีมแพทย์เข้าช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างเร่งด่วน พร้อมได้รับข้อมูลเบื้องต้นว่า ผู้ขับรถเป็นเด็กชายอายุประมาณ 11 ปี ที่นำรถกระบะของผู้ปกครองออกมาขับเอง
ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวเด็กชายผู้ก่อเหตุไปยัง สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินการสอบสวน พร้อมเร่งตรวจสอบสาเหตุของอุบัติเหตุอย่างละเอียด และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
ขณะเดียวกัน มีการเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิดของบ้านที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามจุดเกิดเหตุ ซึ่งสามารถบันทึกภาพนาทีเกิดอุบัติเหตุไว้ได้ โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดดังกล่าว เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการสืบสวนและหาสาเหตุของเหตุการณ์ต่อไป
ทั้งนี้ มีรายงานว่า เด็กชายวัย 11 ขวบ ผู้ขับขี่ ยังคงอยู่ในอาการช็อกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงยังไม่สามารถให้ปากคำได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญบิดา มารดา และผู้ปกครองที่ดูแลเด็กเข้าให้ปากคำ เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง รวมถึงตรวจสอบการดูแลเด็ก และสาเหตุที่ทำให้สามารถนำรถออกมาขับได้ ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

2026.7.2 สลดซ้ำ! ล่าสุดพระมรณภาพเพิ่ม เผยนาทีชีวิต พระต้นแถวตะโกนบอก หลบรอดมาได้ 5 รูป
เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ได้แถลงข่าวกรณีเกิดเหตุรถกระบะประสบอุบัติเหตุพุ่งชนคณะพระธุดงค์ ส่งผลให้มีพระภิกษุมรณภาพเบื้องต้น 8 รูป และได้รับบาดเจ็บอีก 12 รูป
ในส่วนของการเยียวยาผู้ประสบเหตุ เบื้องต้นได้รับรายงานว่ารถกระบะคันที่เกิดเหตุมีประกันภัยที่ยังไม่หมดอายุ พร้อมวงเงินคุ้มครองประมาณ 20 ล้านบาท ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น พระภิกษุที่มรณภาพจะได้รับความคุ้มครอง 5 แสนบาทต่อรูป สำหรับพระภิกษุและฆราวาสที่ได้รับบาดเจ็บจะได้รับความคุ้มครอง 8 หมื่นบาทต่อรูป พร้อมค่ารักษาพยาบาลตามจริง
ด้านเจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อญาติผู้มรณภาพ พร้อมระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครปรารถนาให้เกิดขึ้น ทั้งนี้ จากการสอบถามพระภิกษุที่เป็นเจ้าของโครงการธุดงค์ ทราบว่าคณะพระธุดงค์ได้เดินจาริกอย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัย ซึ่งระบุให้พระธุดงค์เดินสวนทางกับการจราจร เพื่อให้สามารถมองเห็นและระมัดระวังรถยนต์ได้
ขณะเกิดเหตุ พระภิกษุ 4 รูปแรกได้เห็นรถกระบะเสียหลัก จึงได้ส่งเสียงเตือนพระภิกษุที่อยู่ด้านหลัง ทำให้พระภิกษุ 5 รูปแรกสามารถหลบหลีกได้ทัน อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงรูปที่ 6 รถได้พุ่งเข้าชน เนื่องจากคณะพระธุดงค์เดินเรียงหนึ่ง ซึ่งเป็นปกติของการจาริก และเดินห่างจากเส้นทึบของช่องทางจราจรทางรถจักรยานยนต์ประมาณ 2 เมตร ริมถนนด้านในสุด แต่รถยนต์ได้วิ่งมาด้วยความเร็วและเสียหลัก จึงเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้
นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า คณะพระธุดงค์ประกอบด้วยพระภิกษุ 35 รูป และฆราวาส 5 รูป รวมทั้งหมด 40 คน โดยมีพระภิกษุเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 5 รูป และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลอีก 3 รูป รวมเป็น 8 รูป ขณะนี้มีพระภิกษุที่ได้รับบาดเจ็บอาการรุนแรง 4 รูป และบาดเจ็บปานกลาง 10 รูป โดยมี 2 รูปที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดม้ามแตก และบางรูปมีกระดูกหัก
ล่าสุด เมื่อเวลา 17.50 น. เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร ได้รายงานสถานการณ์เพิ่มเติมว่า มีผู้มรณภาพเพิ่มขึ้นอีก 1 รูป จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ยอดรวมผู้มรณภาพเป็น 9 รูป ทราบชื่อคือ พระสุระศักดิ์ ปิ่นละออ
เบื้องต้น จังหวัดมุกดาหารได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานขึ้นที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมุกดาหาร เพื่อเร่งตรวจสอบข้อมูลรายชื่อผู้บาดเจ็บและผู้มรณภาพ พร้อมให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งหมดอย่างเต็มที่

2026.6.27 สยองพัทยา! หนุ่มแดนจิงโจ้ฆ่าเปลือยสาวไทยวัย 17 ยัดศพใส่กระเป๋าทิ้งข้างรถไฟ ก่อนเผ่นหนีกลับประเทศ สุดท้ายถูกตำรวจรวบตัวคาสนามบิน
สยองหนุ่มใหญ่แดนจิงโจ้ฆ่าเปลือยสาวไทยวัย 17 ยัดศพใส่กระเป๋าทิ้งข้างรถไฟ ก่อนเก็บเสื้อผ้าเตรียมเผ่นหนีกลับประเทศ สุดท้ายถูกตำรวจรวบตัวคาสนามบิน
เหตุการณ์รายนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 17.00 น.( 26 มิถุนายน 2569 ) พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผกก.สภ.เมืองพัทยา พร้อมทีมชุดสืบสวน ได้ลงพื้นที่ติดตามหา นางสาวธัญชนก ดอนหอมเหล้า อายุ 17 ปี ชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ หลังจากที่หายตัวไปอย่างลึกลับ ซึ่งก่อนหน้าที่เธอจะหายตัวไป ได้เข้าไปในคอนโดแห่งหนึ่ง ริมถนนจอมเทียนสาย 2 ม.12 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พร้อมกับชายชาวต่างชาติ ( มีภาพกล้องวงจรปิดขณะเดินจูงมือกันเข้าคอนโด ) เมื่อช่วงเวลา 03.34 น. ของวันที่ 25 มิถุนายน โดยขึ้นไปบนห้องพักเบอร์ 20 ชั้น 15 จากนั้นก็ไม่กลับออกมาอีกเลย
ขณะที่กล้องวงจรปิด อีกมุม จับภาพพฤติกรรมต้องสงสัย หลังจากที่ ชายชาวต่างชาติ เดินจูงมือ นางสาวธัญชนก ดอนหอมเหล้า เข้าคอนโด จนเวลาล่วงเลยไปประมาณ 15 ชม. กล้องวงจรปิดด้านข้างคอนโค จะเห็นว่า ช่วงเวลา 21.34 น. ของวันที่ 25 มิถุนายน ชายชาวต่างชาติรายนี้มีการลากจูงกระเป๋าเดินทางสีดำ ออกมาจากคอนโดดังกล่าว ก่อนจะนำขึ้นวางไว้ด้านท้ายมอเตอร์ไซค์ ยี่ห้อ ยามาฮ่า แอร์ร็อกซ์ สีแดง ทะเบียน 1 กน 9177 ประจวบคีรีขันธ์ แล้วขี่ออกจากคอนโดมุ่งหน้า ขึ้นถนนสุขุมวิท เลี้ยวซ้ายเข้าซอย ชัยพฤกษ์ 2 จากนั้นก็ขี่ ย้อนศรไปตามถนนเลียบทางรถไฟ ก่อนจะหายจากมุมกล้องไปนานกว่า 9 นาที ก่อนจะมาพบว่า มีการขี่กลับทางเดิมมุ่งหน้าคอนโด โดยไม่มีกระเป๋าเดินทางที่อยู่ท้ายรถจักรยานยนต์แล้ว จึงทำให้ตำรวจสงสัยว่าภายในกระเป๋าต้องมีอะไรบางอย่าง และ อาจจะเป็นร่างของ นางสาวธัญชนก โดยชาวต่างชาติ น่าจะนำกระเป๋าไปโยนทิ้งที่ใดที่หนึ่ง ริมทางรถไฟ
ส่วนทางด้าน เพื่อนของ นางสาวธัญชนก ดอนหอมเหล้า พอรู้ว่าเพื่อนหายตัวไป ครบ 24 ชั่วโมง จึงเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองพัทยา และ คาดว่าอาจจะเกิดเรื่องไม่ดี ทีมชุดสืบสวนจึงลงพื้นที่ไปยังคอนโดดังกล่าว ปรากฏว่าชายชาวต่างชาติรายนี้ ทราบชื่อต่อมาคือ นายไซมอน ปีเตอร์ คาร์แมน ( MR.SIMON PETER CARMAN) อายุ 46 ปี สัญชาติออสเตรเลีย ได้หายตัวออกไปจากห้องพัก ขณะที่สภาพภายในห้องพบร่องรอยการต่อสู้ แต่ไม่พบใครอยู่ในห้องแม้แต่คนเดียว ตำรวจจึงเร่งออกติดตามหาตัว จนล่าสุดเมื่อช่วง 19.00 น.วันนี้ (26 มิถุนายน 2569 ) ไปพบ นายไซมอน ปีเตอร์ คาร์แมน ( MR.SIMON PETER CARMAN) อายุ 46 ปี สัญชาติออสเตรเลีย ไปปรากฏตัวอยู่ที่ท่าอากาศยานสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ขณะที่กำลังซื้อตั๋วบินกลับประเทศบ้านเกิด ในเบื้องต้นพบว่าอยู่ในสภาพ คอและแขน มีร่องรอยขีดข่วน คล้ายกับรอยเล็บข่วนเต็มตัว ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา จึงประสาน ตม.ทำการอายัดตัวทันที ขณะที่เจ้าตัวให้การปฏิเสธ เสียงแข็ง ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไป นางสาวธัญชนก ดอนหอมเหล้า
ต่อมา พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผกก.สภ.เมืองพัทยา พร้อมทีมชุดสืบสวน ได้ลงพื้นที่แกะรอย เส้นทาง ที่ชาวต่างชาติรายนี้ ขี่มอเตอร์ไซค์บรรทุกกระเป๋า เดินทางสีดำ ออกจากคอนโด มุ่งหน้าไปทางถนนสุขุมวิท ก่อนจะเลี้ยวเข้าซอยชัยพฤกษ์ 2 แล้วขี่ย้อนศรมาตามเส้นทางถนนเลียบทางรถไฟ โดยคาดว่าในกระเป๋าอาจจะมีร่าง นางสาวธัญชนก ดอนหอมเหล้า
จนล่าสุดเมื่อช่วงเวลา 23.17 น. ตำรวจใช้เวลาไล่กล้องวงจรปิด โดยใช้เวลาไม่ถึง 5 ชั่วโมง จนไปพบกระเป๋าเดินทางใบดังกล่าว ถูกนำมาทิ้งริมทางรถไฟ ( ห่างจากคอนโดที่เกิดเหตุประมาณ 4.2 กม.) เบื้องต้นเป็น กระเป๋าเดินทางสีดำ ขนาดประมาณ 26 นิ้ว ซึ่งกู้ภัยมีการเปิดแง้มกระเป๋าดู ยืนยันว่าภายในกระเป๋าเป็นร่างมนุษย์ ตำรวจจึงกั้นพื้นที่ เพื่อรอเจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน 2 ชลบุรี ( พฐ. ) เข้ามาร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุ
ต่อมาตำรวจมีการนำกระเป๋าเดินทาง ขึ้นมาจากป่าหญ้าริมทางรถไฟขึ้นมาตรวจสอบ เมื่อเปิดกระเป๋าออก ก็พบศพหญิงสาว ผมสีทอง นอนขดตัวคุดคู้อยู่ในกระเป๋า มีผ้าบางสีน้ำตาลคลุมร่าง สภาพเปลือยกายล่อนจ้อน ใบหน้ามีร่องรอยบาดแผลของการถูกทำร้าย จนเป็นแผลปูดบวดเขียวช้ำทั้งหน้า เลือดไหลออกปากและจมูก เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 วัน โดยลักษณะของศพ และ รอยสักบนตัวของผู้ตาย พบว่าตรงกับ นางสาวธัญชนก ดอนหอมเหล้า อายุ 17 ปี แต่อย่างไรก็ตามตำรวจต้องส่งไปชันสูตร ที่สถานบันนิติวิทยา รพ.ตำรวจ เพื่อชันสูตรสาเหตุการตายและตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคลอย่างละเอียดอีกครั้ง
ขณะที่ นายไซมอน ปีเตอร์ คาร์แมน ( MR.SIMON PETER CARMAN) อายุ 46 ปี สัญชาติออสเตรเลีย กำลังถูกควบคุมตัวจากสนามบินสุวรรณภูมิกลับมาสอบสวนเพิ่มเติม ที่ สภ.เมืองพัทยา ใ พร้อมทั้งถูกศาลจังหวัดพัทยาออกหมายจับ ฐานกระทำความผิด “พรากผู้เยาว์อายุไม่เกิน 18 ปี จากการปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุสมควรเพื่อการอนาจาร“ ในระหว่างถูกคุมตัวมา สภ.เมืองพัทยา เจ้าตัวมีสีหน้าเคร่งเครียด บริเวณคอและแขน มีบาดแผลลักษณะเป็นแผลที่เกิดจากการต่อสู้ (เป็นลอยเล็บข่วน) เบื้องต้นเจ้าตัวให้การปฏิเสธ โดยพูดในลักษณะทำนองว่า “ผู้ตายได้หายออกจากห้องไป ซึ่งในขณะนั้นตนเองหลับไม่รู้เรื่อง ” แต่ตำรวจไม่ปักใจเชื่อในคำให้การ และ อยู่ในระหว่างการสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

2026.6.18 จับยกแก๊ง 18 คน! สวมเสื้อทีมมุดท่อตัดสายเคเบิล NT นครสวรรค์
ตร.นครสวรรค์จับแก๊งตัดสายเคเบิลใต้ดิน NT ยกก๊วน 18 คน สวมเสื้อชุดทีมแต่งตัวตบตาลงมือกลางดึก ยึดรถยนต์ 5 คัน เร่งขยายผลล่านายทุนรับซื้อของโจร
นครสวรรค์ (18 มิถุนายน 2569) – ผู้สื่อข่าวรายงานผลการปฏิบัติงานอันยอดเยี่ยมของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปราบปรามกลุ่มมิจฉาชีพที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ระบบสาธารณูปโภคของประเทศ โดยเมื่อเวลา 01.00 น. ที่ผ่านมา ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.นเรวิช สุคนธวิท ผบก.ภ.จว.นครสวรรค์ พร้อมทีมรองผู้บังคับการ ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ภูมิรพี ผลาภูมิ ผกก.สภ.เมืองนครสวรรค์ และ พ.ต.ท.พรชัย ขุนพิลึกลือเดช รอง ผกก.สส. นำกำลังชุดสืบสวนเข้าสกัดจับกุมกลุ่มคนร้ายที่กำลังก่อเหตุลักทรัพย์สินของทางราชการ
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบตามเบาะแสอย่างเร่งด่วน เจ้าหน้าที่สามารถจู่โจมเข้าควบคุมตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุเอาไว้ได้ทั้งหมดรวม 18 คน ซึ่งพฤติการณ์ของแก๊งนี้ถือว่ามีความย่ามใจและวางแผนมาอย่างเป็นระบบ โดยร่วมกันทำงานเป็นขบวนการใหญ่ และมีการแต่งกายใส่เสื้อเป็นชุดทีมเดียวกันทั้งหมดเพื่อตบตาผู้พบเห็นและใช้ในการนัดแนะแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นหมวดหมู่ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังสามารถตรวจยึดยานพาหนะที่กลุ่มคนร้ายใช้ในการกระทำความผิดและเตรียมใช้ขนย้ายของกลาง เป็นรถยนต์ได้อีกถึง 5 คัน
เบื้องหลังการจับกุมในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากชุดสืบสวน สภ.เมืองนครสวรรค์ ได้ทำการแกะรอยติดตามพฤติกรรมของเครือข่ายโจรกรรมสายไฟและสายเคเบิลมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งพบว่ากลุ่มคนร้ายได้เลือกช่วงเวลาดึกสงัดที่ปลอดผู้คน แอบลงไปมุดอยู่ในท่อร้อยสายใต้ดินเพื่อใช้เครื่องมือตัดสายเคเบิลโทรศัพท์ (ทองแดง) ของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT แต่ไม่รอดพ้นความหูตาไวของเจ้าหน้าที่ จึงถูกนำกำลังเข้าโอบล้อมและล็อกตัวเอาไว้ได้พร้อมของกลางในที่สุด
ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 18 คน มาแยกสอบปากคำอย่างเคร่งเครียดที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ พร้อมทั้งเร่งสืบสวนขยายผลทางเทคโนโลยีและเส้นทางการเงิน เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานในการออกหมายจับตัวการใหญ่หรือนายทุนร้านรับซื้อของเก่าที่เป็นผู้รับซื้อของโจร เพื่อนำตัวผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดและไม่มีการละเว้นต่อไป

2026.6.18 วุ่นไม่หยุดมนุษย์ คดีลักปลาเค็ม โวยตร.ปฏิเสธเซ็นเอกสารจับกุม ซ้ำหนักคว้าขวดเหล้าดื่มบนรถขังผู้ต้องหา
คุมตัววุ่น ป้าฟอร์จูนเนอร์คดีลักพัสดุ โวยวายไม่หยุด ปฏิเสธเซ็นเอกสารจับกุม ก่อนเอาเหล้าขึ้นรถผู้ต้องขังดื่มก่อนถึงสน.ประชาชื่น
ความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนนทบุรี ยิงยางสกัดรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีเทา หลังรับแจ้งว่าก่อเหตุลักพัสดุจากหมู่บ้านกลางกรุง เดอะ รอยัล เวียนนา รัชวิภา และขับรถหลบหนีมาถูกสกัดจับได้บริเวณปากซอยพิบูลสงคราม 9 นั้น
ล่าสุด ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัว นางสาวสุกัลยา งอมสงัด ฮุสสโตล อายุ 52 ปี ผู้ต้องหา มาทำบันทึกการจับกุมที่ สภ.เมืองนนทบุรี เจ้าหน้าที่ได้อ่านบันทึกจับกุม แจ้งสิทธิ์ตามกฎหมาย และแจ้งข้อกล่าวหาทั้งหมดให้ผู้ต้องหาทราบตามขั้นตอน ก่อนยื่นเอกสารให้ลงลายมือชื่อรับทราบ
อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องหาปฏิเสธที่จะลงนามในเอกสารดังกล่าว พร้อมมีอาการโวยวายและโต้เถียงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งในระหว่างที่เจ้าหน้าที่นำของกลางมาให้ชี้ยืนยัน ผู้ต้องหายังมีท่าทีคล้ายเยาะเย้ยและไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่
ต่อมา ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังควบคุมตัวเพื่อนำส่งพนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่น เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ผู้ต้องหาได้พยายามเดินหลบหนีออกจากบริเวณจุดควบคุมตัว พร้อมส่งเสียงโวยวายอยู่ตลอดเวลา ก่อนจะเดินกลับไปหยิบเอกสารบางส่วนและนำขวดสุราใส่กระเป๋าสะพายของตนเอง
ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้เจรจาและควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ ผู้ต้องหาจึงยอมขึ้นรถควบคุมผู้ต้องหาเพื่อเดินทางไปยัง สน.ประชาชื่น โดยตลอดการควบคุมตัว ผู้ต้องหายังคงมีอาการพูดจาวกวนและโวยวายเป็นระยะ ทั้งนี้ขณะอยู่บนรถผู้ต้องขังทางผู้ต้องหาได้กระดกเหล้าดื่ม 2 ครั้ง ขณะสื่อมวลชนกำลังบันทึกภาพ
2026.6.18 คลี่ปมคดี ‘หวย6ล้าน’ อลวน เพื่อนบ้านจำนนต่อหลักฐาน รับสิ้น ‘โลภ’ หวังรวยลัด แพ้เสียงในหัวฉกรางวัลที่ 1

เงินรางวัลที่ 1 มูลค่า 6 ล้านบาท ควรจะเปลี่ยนชีวิตหญิงเก็บผักบุ้งขายกำละ 5 บาทให้ลืมตาอ้าปากได้…

แต่มันกลับอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือทิ้งไว้เพียงซากเขม่าถ่านกลางลานนา กับความจริงอันน่าสลด ‘ความซื่อ’ ถูกทรยศอย่างเลือดเย็นด้วย ‘ความโลภ’ ของเพื่อนบ้านที่ไว้ใจที่สุด?

ย้อนกลับไปท่ามกลางแสงแดดแผดเผาของอำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ภาพของ ‘ป้าขยัน’ น.ส.สายัญ ดอกไม้ หญิงแกร่งสู้ชีวิตวัย 54 ปี ที่คอยก้มหน้าเก็บผักบุ้งป่าตามหนองน้ำมามัดเป็นกำ เพื่อนำไปวิ่งขายในราคาเพียงกำละ 5 บาท เป็นภาพชินตาของคนในชุมชน ชีวิตที่ต้องตรากตรำประทังชีวิตไปวันๆ เพื่อเลี้ยงดูจุนเจือครอบครัว

เงินหมื่นเงินแสนไม่เคยได้สัมผัส

ทว่าในงวดประจำวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตที่ไม่เคยคาดฝันก็มาถึง

เธอตัดสินใจเจียดเงินน้ำพักน้ำแรงจำนวน 300 บาท ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเย็บแม็กติดรวมกันมา 3 ใบจากแผงของ ‘เจ๊แห้ง’ แม่ค้าเจ้าประจำ โดยมีใบหนึ่งเป็นสลากการกุศล รหัส 5579 งวดที่ 22 ชุด 08 หมายเลข 173770 ซึ่งตรงกับรางวัลที่ 1 ในงวดนั้นพอดิบพอดี

เปลี่ยนสถานะของเธอให้กลายเป็นเศรษฐีใหม่ในชั่วข้ามคืน

ปมอลเวงเริ่มต้นขึ้นในช่วงหัวค่ำของวันหวยออก

ป้าขยันผู้ซื่อตรงแต่ใช้เทคโนโลยีไม่เป็น โทรศัพท์มือถือทำได้เพียงแค่กดรับสายและโทร.ออกเท่านั้น เดินถือสลากทั้ง 3 ใบ ไปหา ‘ป้าแหวว’ เพื่อนบ้านที่สนิทสนมให้ช่วยตรวจรางวัลผ่านหน้าจอสมาร์ตโฟน

โดยมีพยานคือ ยายมน ยายมี และยายเล็ก นั่งอยู่ในบริเวณนั้น

วินาทีที่ผลรางวัลปรากฏ ป้าแหววกรีดร้องด้วยความดีใจ โผเข้ากอดป้าขยันแน่นพร้อมแสดงความยินดี

ทั้งยังชวนไปแจ้งความขึ้นเงินในวันรุ่งขึ้น ก่อนจะเอ่ยปากเตือนด้วยความหวังดีว่าให้ฝากลอตเตอรี่ไว้กับเธอก่อน

อ้างเก็บไว้กับตัวมันอันตราย เดี๋ยวจะถูกขโมย

ป้าขยันผู้มีใจซื่อบริสุทธิ์และไว้วางใจเพื่อนบ้านอย่างสนิทใจ ยอมส่งขุมทรัพย์เปลี่ยนชีวิตให้เพื่อนบ้านเก็บรักษา

หารู้ไม่ว่า… นั่นคือวินาทีสุดท้ายที่เธอจะได้เห็นสลากใบนั้น

เพราะในเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเธอเดินทางกลับมาทวงถามด้วยความตื่นเต้น แต่สลากใบที่ถูกรางวัลที่ 1 กลับอันตรธานหายไป เหลือเพียงคำอ้างสั้นๆ จากปากของนายเดช สามีของป้าแหววว่าตรวจในกูเกิลอย่างละเอียดแล้วไม่ถูกรางวัล

ก่อนจะขยำสลากทั้งหมดทิ้งลงถังขยะต่อหน้าต่อตาป้าขยันที่ยืนงงงวยตกตะลึง

เรื่องราวลุกลามกลายเป็นมหากาพย์ดราม่าสะเทือนสังคม เมื่อป้าขยันเกิดความคลางแคลงใจ เลยซื้อใบตรวจรางวัลจากแผงป้าแห้งมาตรวจทานซ้ำจนมั่นใจว่าสลากของตนถูกรางวัลที่ 1 แน่นอน

ป้าขยันรีบย้อนกลับไปรื้อค้นถังขยะสาธารณะหน้าบ้านคู่กรณีจนพบสลากที่ถูกขยำทิ้งไว้

แต่เมื่อนำมาคลี่ออกกลับสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ สลากชุดดังกล่าวเหลืออยู่เพียง 2 ใบ คือหมายเลข 579015 และ 265873

ส่วนใบตรงกลางซึ่งเป็นหมายเลข 173770 ถูกฉีกขาดหายไปไร้ร่องรอย

ป้าขยันและครอบครัวรีบไปพบพนักงานสอบสวน สภ.สวรรคโลก แจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

คดีนี้ทวีความเดือดดาลจนกระทั่งฝั่งผู้เสียหายได้ไปเปิดอกคุยในรายการ ‘โหนกระแส’ ดำเนินรายการโดย หนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย ที่ซักไซ้ไล่เลียงเหตุการณ์จนเห็นเป็นภาพได้ชัดเจน

โดยมีป้าแห้งเจ้าของแผงลอตเตอรี่ยืนยันว่าเป็นผู้ขายสลากให้อีกฝ่ายไปจริงๆ พร้อมโชว์หลักฐานต้นขั้วและภาพถ่ายใบสลากชัดเจน

ขณะที่นายเดช สามีของป้าแหวว ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ปฏิเสธเสียงแข็ง อ้างไล่ตรวจทีละใบแล้วไม่ถูกรางวัล และยื่นสลากคืนใส่มือป้าขยันไปเองกับมือ

ส่วนสลากจะไปลงเอยในถังขยะได้อย่างไรนั้นไม่ทราบเรื่องเลยสักนิด

หลังรายการจบลงไปด้วยความเคลือบแคลง ทางฝั่งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ก็ไม่นิ่งนอนใจ

พล.ต.ต.สถาพร ศรีภิรมย์ ผบก.ภ.จว.สุโขทัย สั่งการให้ พ.ต.อ.นิคม พรมพิราม ผกก.สภ.สวรรคโลก นำเทคโนโลยีนิติวิทยาศาสตร์มาฉีกหน้ากากคนโกหก

เจ้าหน้าที่กู้ภาพจากกล้องวงจรปิดที่แผงลอตเตอรี่ ซึ่งบันทึกภาพป้าขยันขณะขี่จักรยานยนต์มารับสลากในซองพลาสติกที่เขียนชื่อกำกับชัดเจน

ยืนยันว่าสลากรางวัลที่ 1 ขายให้ป้าขยันจริง

เจ้าหน้าที่รีบประสานกองสลากฯ เพื่ออายัดสลากทันที พร้อมส่งโทรศัพท์มือถือของป้าแหววไปตรวจสอบประวัติการเข้าเว็บตรวจผลรางวัล

ส่วนตัวป้าขยันเอง ยังตอกย้ำความบริสุทธิ์ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม ด้วยการจัดดอกไม้ธูปเทียนไปยังวัดปากน้ำ วัดเก่าแก่ในพื้นที่ เอ่ยคำสาบานต่อหน้า ‘หลวงพ่อ 4 พี่น้อง’ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่ชาวสวรรคโลกให้ความเคารพนับถือมาแต่โบร่ำโบราณ

ในที่สุดม่านบังตาแห่งความลึกลับก็ถูกกระชากออกอย่างสิ้นเชิงในวันที่ 11 มิถุนายน

เมื่อแรงกดดันจากผลการตรวจเช็กประวัติทางดิจิทัลและพยานวัตถุทำให้นายเดชทนต่อไปไม่ไหว ยอมเปิดปากรับสารภาพว่าเป็นคนแอบขโมยสลากรางวัลที่ 1 ของป้าขยันไปจริง

นายเดชยอมรับเต็มปากว่า สาเหตุมาจากคำว่า ‘โลภ’ สถานเดียว

จิตด้านมืดพลุ่งพล่านเข้าครอบงำจิตใจตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 1 มิถุนายน ทันทีที่ทราบเรื่องจากภรรยาว่ามีสลากมูลค่า 6 ล้านบาทซุกซ่อนอยู่ในบ้าน และเห็นว่าป้าขยันเป็นคนซื่อๆ คงหลงลืมข้อเท็จจริงและไม่กล้ามาทวงคืน

ประกอบกับโทรศัพท์ของป้าขยันตรวจหวยเองไม่ได้ จึงวางแผนสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อฮุบเงินรางวัล

นายเดชเล่านาทีแห่งความละโมบว่า ในเช้าวันที่ 2 มิถุนายน เมื่อป้าขยันเดินมาทวงสลากคืนก็แกล้งหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาทำทีเป็นกดตรวจเลขให้ดู

โดยจงใจกรอกตัวเลขอื่นที่ไม่ใช่หมายเลข 173770 เพื่อหลอกป้าขยันว่าไม่ถูกรางวัล และอาศัยจังหวะแอบดึงเอาสลากใบที่ถูกรางวัลที่ 1 ซ่อนไว้ในกระเป๋า ก่อนจะส่งคืนสลากอีก 2 ใบที่เหลือคืนไป

แผนการทำท่าว่าจะราบรื่น แต่เมื่อเรื่องราวเริ่มแดงกลายเป็นข่าวใหญ่โตระดับประเทศและตำรวจเริ่มระดมกำลังเข้ามาสืบสวน ทำให้เกิดความหวาดกลัวความผิดแอบนำสลากรางวัลที่ 1 ตัวจริงเสียงจริงไปเผาทิ้งกลางทุ่งนา

หวังทำลายหลักฐานลบล้างความผิด

ถึงลุงเดชจะอ้างว่าลงมือทำคนเดียว แต่ตำรวจไม่ได้ปักใจเชื่อคำให้การทั้งหมด

‘ผู้กำกับนิคม’ นำกำลังควบคุมตัวนายเดชลงพื้นที่ชี้จุดเกิดเหตุบริเวณกลางลานนา ค้นหาเศษซากขี้เถ้าและร่องรอยการเผาสลาก แม้สภาพพื้นที่จะเป็นอุปสรรคเนื่องจากมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม

ส่วนอีกด้านหนึ่ง ป้าแหววถูกเชิญตัวกลับเข้าห้องสอบสวนเครียดอีกครั้ง ป้าแหววยอมรับในภายหลังว่าช่วยตรวจรางวัลจริง แต่ตรวจจากโซเชียลมีเดียเท่านั้น

พยานหลักฐานและพฤติการณ์ทั้งหมดบ่งชัดว่าป้าแหววเป็นผู้นำและเก็บรักษาสลากใบดังกล่าวไว้ตั้งแต่แรก เลยถูกแจ้งข้อหาในฐานความผิด ‘ร่วมกันลักทรัพย์’ ส่วนนายเดชถูกแจ้งข้อหา ‘ลักทรัพย์’ และอยู่ระหว่างพิจารณาแจ้งข้อหาอื่นเพิ่มเติมตามขั้นตอนกฎหมาย

แม้ว่าผู้ต้องหาจะรับสารภาพและถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาแล้ว แต่ความทุกข์ใจของครอบครัวป้าขยันยังไม่สิ้นสุด

เพราะคำอ้างที่ว่า สลากถูกเผาทำลายไปแล้ว กลายเป็นปมสำคัญในการขอรับเงินรางวัล

พ.ท.หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ออกมาเปิดเผยถึงแนวทางการช่วยเหลือว่า ป้าขยันยังมีโอกาสได้รับเงินรางวัล 6 ล้านบาทอย่างแน่นอน

โดยต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการของศาลยุติธรรม 2 ประการด้วยกัน

1.ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเป็นผู้ครอบครองสลากใบนั้นจริง คดีนี้มีทั้งภาพถ่ายแผง ภาพวงจรปิด และคำรับสารภาพของผู้ต้องหาเป็นพยานหลักฐานเชิงประจักษ์

2.ต้องพิสูจน์ว่าสลากใบนั้นเป็นสลากจริงที่ออกโดยกองสลากและถูกรางวัลจริงไม่ใช่สลากปลอม กรณีนี้เป็นสลากการกุศลที่มีรหัสและต้นขั้วระบุชัดเจน

องค์ประกอบทั้งสองประการนี้ต้องให้ศาลยุติธรรมเป็นผู้พิสูจน์

แต่ป้าขยันต้องดำเนินการยื่นฟ้องสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลต่อศาลยุติธรรม เพื่อขอความเป็นธรรม

ส่วนประเด็นการตั้งคณะอนุกรรมการของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลขึ้นมาพิจารณาข้อเท็จจริงโดยไม่พึ่งคำพิพากษาศาล

พ.ท.หนุนชี้แจงว่า การพิสูจน์สิทธิ์ต้องให้ได้ข้อยุติขั้นสูงสุดในชั้นศาลยุติธรรม หากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเอง สุดท้ายเรื่องต้องเข้าสู่กระบวนการศาลอยู่ดี

เนื่องจากศาลเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายสูงสุดในการทำให้คดีได้ข้อยุติ

หากไม่ใช้กระบวนการศาล อาจเกิดความวุ่นวายในอนาคตหากมีผู้แอบอ้างกรณีลักษณะนี้อีก

ทั้งนี้ การจ่ายเงินรางวัลไม่จำเป็นต้องรอผลคดีถึงศาลฎีกา เพียงแค่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาชี้ขาดว่าสิทธิ์เป็นของป้าขยัน สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลก็พร้อมจ่ายเงินรางวัลทันที

ส่วนกรณีการซื้อสลากเกินราคาต้องแยกพิจารณาเป็นคนละส่วน การซื้อเกินราคาถือเป็นการสนับสนุนการกระทำผิดกฎหมาย ส่วนการขึ้นเงินรางวัลยึดตามองค์ประกอบความถูกต้อง หากผู้ขอขึ้นเงินเป็นผู้ครอบครองสลากจริง สลากนั้นถูกรางวัลและเป็นสลากจริง

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลต้องจ่ายเงินรางวัลตามหน้าที่

คดีหวยอลเวงที่สวรรคโลกฉายภาพสะท้อนของความโลภที่สามารถเปลี่ยน ‘มิตรภาพเพื่อนบ้าน’ ให้กลายเป็น ‘โจรผู้ร้าย’ ได้ในชั่วข้ามคืน

สังคมไทยต้องถอดบทเรียนจากคดีนี้ร่วมกัน ความยากจนไม่ใช่ตราบาป และความซื่อสัตย์ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือให้ใครมาฉกฉวยรังแก

เงินบาปที่ได้มาจากการทรยศหักหลังผู้บริสุทธิ์ มันไม่นำมาซึ่งความร่ำรวย ท้ายที่สุดระบบยุติธรรมต้องลงทัณฑ์ผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด

แม้ลอตเตอรี่ตัวต้นเรื่องจะกลายเป็นเพียงเศษเถ้าถ่านไปแล้วก็ตาม แต่มันได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย และกฎหมายยังคงทำหน้าที่โอบอุ้มและมอบความเป็นธรรมให้กับคนยากไร้เสมอ

2026.6.18 พณ.เร่งตรวจสอบโรงงาน 24 ราย สกัดน้ำมะพร้าวปลอมปน
นนทบุรี 18 มิ.ย. – “ศุภจี” ย้ำกระทรวงพาณิชย์ยกระดับปราบปรามปัญหาน้ำมะพร้าวปลอมปน ชี้กระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภคและตลาดส่งออก โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าส่งข้อมูลโรงงานกลุ่มเสี่ยง 24 รายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเชิงลึก พร้อมเดินหน้ารักษามาตรฐานมะพร้าวน้ำหอมไทยในตลาดโลก
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมและผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวเป็นสินค้าเศรษฐกิจสำคัญของไทย โดยมีตลาดส่งออกหลักคือประเทศจีน คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 70 ของการส่งออกทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเริ่มพบปัญหาการผลิตน้ำมะพร้าวปลอมปน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและตลาดส่งออก กระทรวงพาณิชย์จึงบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง พร้อมรักษามาตรฐานและภาพลักษณ์ของมะพร้าวน้ำหอมไทยในตลาดโลก
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า กรมฯ ได้ดำเนินการสืบสวนเชิงรุกและรวบรวมข้อมูลนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงจำนวน 24 ราย ซึ่งมีโรงงานตั้งอยู่ในพื้นที่แหล่งเพาะปลูกสำคัญ ก่อนส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรมสรรพากร กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมวิชาการเกษตร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อเข้าตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่อย่างเข้มงวด
หนึ่งในมาตรการสำคัญที่หน่วยงานภาครัฐจะนำมาใช้ในการตรวจสอบ คือ หลักการตรวจสอบความสมดุลของวัตถุดิบ (Mass Balance) ซึ่งกำหนดสัดส่วนมาตรฐานว่า มะพร้าวสด 4 ลูก สามารถผลิตน้ำมะพร้าวแท้ได้ 1 ลิตร หากปริมาณวัตถุดิบที่รับซื้อไม่สอดคล้องกับปริมาณผลิตภัณฑ์ที่ผลิตและจำหน่าย เจ้าหน้าที่จะสามารถขยายผลตรวจสอบเพิ่มเติมได้ทันที และหากพบการปลอมปนหรือแสดงข้อมูลบนฉลากไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
ด้านนายณรงค์ศักดิ์ ชื่นสุชน ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดราชบุรี กล่าวว่า ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวมากขึ้น โดยมีการส่งตัวอย่างสินค้าไปตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการต่างประเทศ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลบนฉลาก และเริ่มมีการดำเนินมาตรการกับสินค้าที่ตรวจพบข้อมูลไม่ตรงตามข้อเท็จจริงแล้ว
ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมมองว่ามาตรการดังกล่าวเป็นโอกาสในการยกระดับมาตรฐานสินค้าไทย และสร้างความได้เปรียบให้กับผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส โดยพร้อมร่วมมือกับภาครัฐผลักดันระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่แหล่งปลูกจนถึงผลิตภัณฑ์ปลายทาง รวมถึงส่งเสริมการใช้เครื่องหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคในตลาดโลก
นายจรัญ เจริญทรัพย์ นายกสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย กล่าวว่า ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ราคามะพร้าวน้ำหอมหน้าสวนลดลงเหลือเพียงลูกละ 3 บาท จากปัญหาผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันและแรงกดดันด้านราคารับซื้อ แต่หลังจากกระทรวงพาณิชย์สนับสนุนการจัดตั้ง “ล้งชุมชน” เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกร รวมทั้งประสานห้างค้าปลีกและสถานีบริการน้ำมันช่วยกระจายผลผลิตกว่า 10 ล้านลูก ส่งผลให้ราคาปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันราคามะพร้าวน้ำหอมหน้าสวนอยู่ที่ลูกละ 13-14 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่เกษตรกรมีความพึงพอใจ และกระทรวงพาณิชย์เตรียมขยายผลโมเดลดังกล่าวไปยังพื้นที่เพาะปลูกสำคัญอื่น ๆ เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้เกษตรกรและรักษาเสถียรภาพตลาดมะพร้าวน้ำหอมไทยในระยะยาว
สำหรับภาพรวมการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวของไทยในปี 2568 ข้อมูลจากสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวทุกประเภทรวมกว่า 560,000 ตัน มูลค่า 18,631 ล้านบาท โดยตลาดส่งออกหลักยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดสำคัญของไทย.

2026.6.18 บุกรวบ “เจ้าอาวาส” ฉี่ม่วง ค้นกุฏิผงะเจอชุดชั้นในหญิง-ขยะท่วมห้อง
ตะลึงวังน้ำเขียว! บุกรวบเจ้าอาวาสวัดป่าฉี่ม่วง ค้นกุฏิเจอขยะท่วมห้อง-ลังเหล้าเบียร์-อุปกรณ์เสพ แถมซุกกางเกงในผู้หญิงเพียบ
วันที่18 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา นำเจ้าคณะอำเภอวังน้ำเขียวและเจ้าคณะตำบลอุดมทรัพย์ เข้าตรวจสอบกุฎิของอดีตเจ้าอาวาส วัดป่าแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ท้ายหมู่บ้านวังน้ำเขียว หมู่ที่ 9 ต.อุดมทรัพย์ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา หลังจากเมื่อวันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เวลา 15.00 น. นายเทอดไท แสงผล นายอำเภอวังน้ำเขียว ได้สั่งการให้ฝ่ายปกครองอำเภอวังน้ำเขียว นำโดย นายสุทธิศักดิ์ ใจดี ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง บูรณาการกำลังร่วมกับ สถานีตำรวจภูธรอุดมทรัพย์ นำโดย ร.ต.อ.สมศักดิ์ เย็นตะคุ รองสารวัตรป้องกันและปราบปราม ลงพื้นที่ดำเนินการตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ ภายใต้โครงการ “รวมพลังรักศรัทธา แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ (Quick Big Win) จังหวัดนครราชสีมา” และการขับเคลื่อนวาระการพัฒนาจังหวัดนครราชสีมา “1+11 Agenda Korat” ตามโครงการวัดสีขาว ในพื้นที่ตำบลอุดมทรัพย์ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา
เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบบุคคลที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดภายในวัดแห่งนี้ ประกอบด้วย พระภิกษุ จำนวน 2 รูป โดยหนึ่งในนั้นเป็นเจ้าอาวาสวัด และลูกศิษย์วัดอีก จำนวน 1 ราย จึงได้ดำเนินการตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย ผลการตรวจเป็นบวก มีสารเสพติดทั้ง 3 ราย พร้อมทั้งได้ตรวจยึดของกลางเป็นยาบ้า จำนวน 1 เม็ด
ก่อนที่จะขอเข้าทำการตรวจค้นกุฎิของเจ้าอาวาสในวันนี้ จนมาพบกับสภาพเต็มไปด้วยขยะ ถ้วยชามมีอาหารค้างเน่าเสีย แห้งกรังเต็มห้อง บางส่วนมีหนอนไต่ยั้วเยี้ย
นอกจากนี้ ยังพบกล่องสุราหลายสิบขวดและกระป๋องเบียร์กองพะเนินนับสิบแพค รวมถึง อุปกรณ์การเสพยาเสพติดจำนวนมาก และกางเกงชั้นในผู้หญิงบรรจุถุงพลาสติกอยู่ในกองขยะอีกหลายตัว ก่อนจะช่วยกันทำความสะอาด เพื่อรอให้มีการแต่งตั้งเจ้าอาวาสรูปใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน
โดยในเบื้องต้น บุคคลทั้ง 3 ราย ได้สมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษา ที่โรงพยาบาลวังน้ำเขียว ซึ่งพระภิกษุทั้ง 2 รูป ได้ลาสิกขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามระเบียบ กฎหมาย และแนวทางที่เกี่ยวข้อง ท่ามกลางความประหลาดใจของชาวบ้านที่ส่วนใหญ่ต่างไม่คาดคิดว่า เจ้าอาวาสที่เคารพนับถือจะมีพฤติกรรมเช่นนี้ เพราะสภาพโดยรอบบริเวณวัดดูสะอาดหูสะอาดตา และได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ซึ่งแตกต่างจากภาพที่ปรากฏภายในกุฏิ

2026.6.18 ทลาย “ทะเบียน G เทา” รวบอดีตปลัดอำเภอ สวมบัตรต่างด้าว โยงแก๊งสแกมเมอร์
“บิ๊กราญ” รอง ผบ.ตร. นำทัพทีมสืบสวน “พล.ต.ท.นพศิลป์” ร่วมมหาดไทย ดีเอสไอ เปิดปฏิบัติการทลายทะเบียน G เทา คนต่างด้าวสวมทะเบียนกวาดล้างกระบวนการขายชาติ จับอดีตปลัดอำเภอเวียงแก่น ออกบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนให้คนต่างด้าว
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. การสั่งนำทัพโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบภาค 5 และ สืบสวน จ.เชียงราย สภ.เวียงแก่น สนธิกำลังร่วมกับ ฝ่ายปกครอง จ.เชียงราย, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), และสำนักงาน ป.ป.ท. เปิดปฏิบัติการ “กวาดล้างทะเบียน G เทา” ปราบปรามขบวนการทุจริตนำคนต่างด้าวสวมตัวเด็กอักษร G ทำบัตรประจำตัว
โดยคณะพนักงานสอบสวนขอศาลออกหมายจับผู้กระทำความผิด จำนวน 27 หมาย มีผู้ต้องหา 22 ราย ซึ่งมีอดีตปลัดอำเภอเวียงแก่น จำนวน 1 ราย , สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน จำนวน 2 ราย บุคคลผู้สวมรายการ จำนวน 19 ราย พร้อมนำกำลังเข้าตรวจค้นทั้งหมด 6 เป้าหมาย บ้านพักอดีตปลัดอำเภอเวียงแก่น ณ อ.เวียงเชียงรุ้ง / บ้านภรรยาอดีตปลัดอำเภอเวียงแก่น อ.เมืองเชียงราย / บ้านพักสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน จำนวน 2 เป้าหมาย / บ้านพักบุคคลผู้สวมรายการ อ.ดอยหลวง และ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเวียงแก่น อ.เวียงแก่น
พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า สืบเนื่องจากตำรวจตั้งด่านตรวจความมั่นคงช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ตรวจพบชายต่างด้าว ลักลอบเดินทางผ่านช่องทางธรรมชาติเข้ามาในประเทศไทย จากการตรวจค้นพบเงินสด จำนวน 140,000 บาท โดยชายต่างด้าวอ้างว่านำมาใช้ในการจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ต้องสงสัยว่ามีการทุจริตจัดทำทะเบียนนักเรียนที่เลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยตัวอักษร G และมีการนำบุคคลต่างด้าวมาดำเนินการสวมตัวทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย จำนวน 4 ราย ชุดสืบสวนจึงได้ทำการสืบสวนเพิ่มเติม
พล.ต.อ.สำราญ กล่าวต่อว่า จากการแนวทางการสืบสวนพบว่าตัวบุคคลที่เข้ามาสวมสิทธิ์เหล่านี้เป็นคนต่างด้าวหลากหลายสัญชาติ ไม่ว่าจะเป็น จีน พม่า ลาว และ เวียดนาม ซึ่งเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์หรือยาเสพติดและเมื่อได้บัตรเหล่านี้ไป ก็จะเกิดความสะดวกในการใช้ชีวิตและมีสิทธิ์ต่าง ๆ อาทิ การเดินทาง การเปิดบัญชีธนาคาร การทำธุรกรรม และอาจนำไปสู่การได้สัญชาติโดยมิชอบในอนาคต รวมทั้งอาจนำเงินที่ได้จากการกระทำผิดมาฟอกหรือซื้อทรัพย์สินต่อไป ซึ่งถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ
จากการสอบปากคำผู้สวมบัตรบางรายให้การรับสารภาพว่า ภายในกลุ่มลับของเพื่อนต่างชาติที่ประกอบอาชีพในประเทศไทย มีการแจ้งว่าสามารถทำบัตรบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่ขึ้นต้นด้วยเลข “0” ได้ โดยถ้าถือครองสัก 4-5 ปีจะสามารถเปลี่ยนเป็นบัตรประชาชนได้ โดยติดต่อชาวเมียนมาที่อาศัยอยู่ท่าขี้เหล็กชื่อ TUN LIN อายุประมาณ 50 ปี ซึ่งมีแจ้งราคากับในการจัดทำอยู่ที่ 100,000 เพื่อแลกกับการถือบัตรดังกล่าว
นอกจากนี้ตรวจสอบพบว่ามีการจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน โดยนำบุคคลต่างด้าวซึ่งไม่ใช่เจ้าของรายการที่แท้จริงมาสวมรายการนักเรียนที่เลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยตัวอักษร G ในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ในช่วงปี พ.ศ. 2567 – 2568 พบรายการที่น่าเชื่อว่ามีความผิดมากกว่า 200 ราย
อย่างไรก็ตาม สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงร่วมมือกับกรมการปกครองและภาคีเครือข่าย ดำเนินการกับขบวนการนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยขยายผลในทุกมิติ นำผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีต่อไป

2026.6.18 ทลาย 2 เครือข่ายเว็บพนันช่วงบอลโลก ยอดเงินหมุนเวียน 90 ล้านต่อเดือน
ศปอส.ตร.-สืบภ.1 ลุยจับ 2 เครือข่ายเว็บพนันช่วงฟุตบอลโลก ในพื้นที่ จ.อุดรธานี รวบแอดมินรวม 15 คน ทำหน้าที่ดูแลลูกค้า โอนเงิน ยอดหมุนรวมกว่า 90 ล้านบาทต่อเดือน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2569 พล.ต.อ.ธนา ชวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตส.ตร พร้อมด้วย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผช.ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. พล.ต.ต.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ/รอง ผอ.ศปอส.ตร. สั่งการให้ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท./หัวหน้าชุดสืบสวนตรวจพิสูจน์ฯ ศปอส.ตร. พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 พ.ต.อ.วิศิษฏ์ มะอักษร รอง ผบก.สส.ภ.1 พ.ต.อ.ประธาน นันทกอบกุล รอง ผบก.สส.ภ.1 พ.ต.อ.วิทิต จันทร์เอี่ยม รอง ผบก.สส.ภ.1 พ.ต.อ.ไกลเขต บุรีรักษ์ รอง ผบก.จ.สระแก้ว/เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการสืบสวนตรวจวิเคราะห์ฯ ศปอส.ตร. พ.ต.อ.จรูญโรจน์ สุขไทย ผกก.ปพ.บก.สส.ภ.1 สนธิกำลังตำรวจชุด ศปอส.ตร. และชุดสืบสวน กก.ปพ.บก.สส.ภ.1 เปิดปฏิบัติการทลาย 2 เครือข่ายพนันออนไลน์รายใหญ่ในพื้นที่ จ.อุดรธานี พบมียอดเงินหมุนเวียนรวมกันกว่า 90 ล้านบาทต่อเดือน
ทั้งนี้ ตามนโยบายของรัฐบาล และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าปราบปรามจับกุมเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ โดยเฉพาะพนันออนไลน์พนันทายผลฟุตบอลที่ยังคงเปิดท้าทายอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย รวมทั้งให้เฝ้าระวังและป้องกันเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ ในช่วงมหกรรมฟุตบอลโลก 2026 ที่จัดให้มีการแข่งขันทางแถบโซนอเมริกา ในระหว่างวันที่ 11 มิ.ย.-19 ก.ค.นี้
โดยตำรวจชุดศปอส.ตร. และชุดสืบสวน กก.ปพ.บก.สส.ภ.1 ร่วมกันตรวจพบเว็บไซต์พนันออนไลน์ จำนวน 2 เว็บไซต์ ประกอบด้วย “member.ufa47” เปิดให้บริการมานานกว่า 2 ปี มียอดสมาชิกกว่า 54,886 ราย มียอดเงินหมุนเวียนกว่า 60 ล้านบาทต่อเดือน หรือกว่า 720 ล้านบาทต่อปี และ“ufad1” เปิดให้บริการมานานกว่า 6 เดือน มียอดสมาชิก 48,380 ราย พบว่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา มียอดเงินหมุนเวียนกว่า 100 ล้านบาท
ซึ่งมีการลักลอบเปิดให้บริการเล่นพนันทายผลฟุตบอลต่างประเทศ สล็อต บาคาร่า และพนันอื่นๆ อีกหลายอย่าง จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลจังหวัดอุดรธานีออกหมายค้น ก่อนบุกค้นเป้าหมาย 2 จุด ในพื้นที่ อ.เมือง จ.อุดรธานี
โดยจุดแรกตำรวจนำหมายค้นศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ 106/2569 ค้นบ้านหลังหนึ่งใน อ.เมือง จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นฐานที่ตั้งของเว็บไซต์ “member.ufa47” เข้าจับกุมกลุ่มแอดมิน รวม 9 ราย ได้แก่ นายนฤเบศร์ อายุ 32 ปี ชาว จ.อุดรธานี น.ส.วราภรณ์ อายุ 24 ปี ชาว จ.อุดรธานี น.ส.สุธารักษ์ อายุ 24 ปี ชาว จ.อุดรธานี น.ส.ศิรินภา อายุ 26 ปี ชาว จ.สกลนคร นายวายุ อายุ 24 ปี ชาว จ.สกลนคร นายอนุกิตติ อายุ 23 ปี ชาว จ.อุดรธานี นายอนุวิท อายุ 19 ปี ชาว จ.อุดรธานี น.ส.ปิ่นสุดา อายุ 28 ปี ชาว จ.อุดรธานี และ น.ส.ธัญชนก อายุ 26 ปี ชาว จ.อุดรธานี พร้อมตรวจยึดของกลาง ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ 12 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 27 เครื่อง เร้าเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ รวม 47 รายการ
ส่วนจุดที่สองนำหมายค้นศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ 105/2569 ค้นบ้านอีกหลังใน ต.หนองบัว อ.เมือง จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นฐานที่ตั้งของเว็บไซต์ “ufad1” เข้าจับกุมกลุ่มแอดมิน รวม 6 ราย ได้แก่ นายพงษกร อายุ 25 ปี ชาว จ.สกลนคร น.ส.จุฬารัตน์ อายุ 29 ปี ชาว จ.อุดรธานี น.ส.พิมผกา อายุ 26 ปี ชาว จ.อุดรธานี น.ส.ณัฐธยาน์ อายุ 29 ปี ชาว จ.บึงกาฬ น.ส.สิริกร อายุ 29 ปี ชาว จ.อุดรธานี และน.ส.สุภาดา อายุ 29 ปี ชาว จ.หนองคาย พร้อมตรวจยึดของกลาง คอมพิวเตอร์ 8 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 10 เครื่อง และเราเตอร์ 1 เครื่อง
ผลการตรวจค้นทั้งสองจุดสามารถจับกุมกลุ่มแอดมิน รวม 15 ราย โดยมีการแบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างเป็นระบบ เช่น เป็นผู้รับสมัครผู้เข้าเล่นเว็บพนัน คอยตอบคำถามลูกค้า โอนเงินให้กับลูกค้าเมื่อลูกค้าได้รับเงินจากเว็บพนัน และกดเงินของเว็บพนันออกจากบัญชี ตามที่เจ้าของเว็บสั่งการ โดยได้รับค่าตอบแทนเฉลี่ยคนละ 20,000 บาทต่อเดือน เบื้องต้นทั้งหมดให้การรับสารภาพ
โดยดำเนินคดีผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในความผิดฐาน “ร่วมกันจัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณา หรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่นซึ่งมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน, สมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และ ร่วมกันกระทำความผิดฐานฟอกเงิน” ก่อนควบคุมตัวไว้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

2026.6.18 แตงโม-ภัทรธิดา (ไม่ได้) ตกเรือ ส่อถูก “ฆาตกรรม” อำพรางคดี ?
ปริศนาการเสียชีวิตของ “แตงโม” ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์ หรือ “นิดา พัชรวีระพงษ์” อดีตนักแสดง จากเหตุการณ์ล่องเรือกลางแม่น้ำเจ้าพระยา กับกลุ่มเพื่อน 5 คน เมื่อวันที่ 24 ก.พ.2565 ได้ถูกรื้อฟื้นข้อมูลขึ้นอีกครั้ง ตามเลขสืบสวนที่ 20/2568 ภายใต้การทำคดีของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา มีแนวโน้มส่อพลิกเป็นการ “ฆาตกรรมอำพราง”
ในวันที่ 19 มิ.ย.2569 หลังประชุมคณะพนักงานสอบสวนนัดสุดท้ายเสร็จสิ้น ก็จะมีการสรุปสำนวนคดีส่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการคดีแตงโม เมื่อ 3 ปีที่แล้วในข้อหา บิดเบือนกระบวนการยุติธรรมทางอาญาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้การช่วยเหลือแก่บุคคลอื่นให้ไม่ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อย ขณะที่กลุ่มเพื่อนที่เกี่ยวข้องก็อาจจะถูกแจ้งข้อกล่าวหา ร่วมกันปกปิดข้อมูลฆาตกรรมอำพราง
แม้ว่าก่อนหน้านี้ศาลจะมีคำพิพากษาตัดสินคดีผู้ต้องหาไปแล้วก็ตาม หากนับตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย.2568-19 มิ.ย.2569 ภาคประชาชนภายใต้การนำทีมของ “ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์” คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต พ.อ.นพ.ธวัชชัย กาญจนรินทร์ อดีตอาจารย์และแพทย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า นางภนิดา ศิระยุทธโยธิน แม่อดีตนักแสดงสาว นำหลักฐานใหม่เข้ายื่นต่อพนักงานสอบสวน
“คดีนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของบุคคลคนหนึ่งหรือดาราคนหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นบททดสอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทุกคน และหากดีเอสไอทำสำนวนคดีได้อย่างรัดกุม แน่นหนา และมีพยานหลักฐานรองรับอย่างครบถ้วน ก็ยากที่จะมีการบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือทำให้สังคมเกิดข้อสงสัยต่อผลการสอบสวน”
ไม่เพียงข้อมูลภาพถ่ายหลักฐานสำคัญ ตอนเจอร่างอดีตนักแสดงสาว “แตงโม” ที่ถูกระบุว่าพลัดตกเรือสปีดโบ๊ต กลางแม่น้ำเจ้าพระยาเสียชีวิต จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ที่ส่งมอบให้ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผอ.กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและพนักงานสอบสวน เมื่อเดือนมี.ค.2569 เท่านั้น
แต่ทีมรื้อคดีภาคประชาชนและทีมแพทย์นิติเวช 4 คน อาทิ พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ และ พ.อ.นพ.ธวัชชัย จะร่วมเข้าประชุมคดีนัดสุดท้าย กับพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ก่อนจะแถลงปิดคดี ได้ข้อสรุปตรงกันว่า
“รูปด้านขาขวาหลัง แพทย์มีการสันนิษฐานว่า อาจจะโดนตะขอเกี่ยวผักตบที่พวกเรือเจ็ตสกีใช้กัน อีกอันหนึ่ง คือ แผลที่ข้อพับเข่าด้านขวา อาจมีการใช้ที่เปิดขวดไวน์แทงเข้าไป แล้วดึงออกมา จนมีไขมันจุกออกมา ไม่ได้เกิดจากใบพัดเรือแน่นอน”
แตงโม ไม่ได้อยู่บนเรือ ไม่ได้ตกเรือตาย …ตายก่อนที่จะตกลงไปในแม่น้ำ คงตายก่อน เพราะลักษณะศพที่พบ คือ ลิ้นจุกปาก ถูกบีบคอ รัดคอก่อน เพราะตัวไม่เน่า ลำตัวไม่บวม คดีนี้สันนิษฐานว่า เป็นคดีฆาตกรรมอำพราง
มีรายงานข่าวระบุว่า คดีดังกล่าวมีพิรุธ ตั้งแต่การเคลื่อนย้ายตรวจพิสูจน์ร่างแตงโม ที่ต้องส่งตรวจที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ไปที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ มีการสร้างหลักฐานเท็จ ทั้ง ภาพถ่ายบนเรือ การเปลี่ยนแปลงสภาพหลักฐานเรือสปีดโบ๊ตลำที่เกิดเหตุ โดยเรือลำที่เจ้าหน้าที่ตรวจเป็นเครื่องยนต์ 300 HP Verado แต่ภาพเรือที่เป็นจริง คือ เครื่องยนต์ 300 HP 4 Stroke ซึ่งเป็นเครื่องยนต์คนละรุ่น เรือคนละลำ
นอกจากนี้ยังพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงหลักฐาน และมีการนำหลักฐานบางอย่างออกจากสำนวน เช่น บาดแผลบริเวณใบหน้า บาดแผลข้างหลัง รอยรัดที่คอ ซึ่งไม่ได้อยู่ในสำนวน ไม่ได้เอาเข้าไปหมด
บาดแผลที่อยู่ตามร่างของแตงโม ไม่เกิดจากการตกเรือ แต่เป็นการถูกแทง ลักษณะแผลเป็นปากฉลาม ซึ่งแผลเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ได้โดนใบพัดเรืออย่างเดียว เหมือนถูกของแข็งไม่มีคมปาด ถูกของแข็งไม่มีคมเฉือน และโดนแทง
แม้จะยังคาดการณ์ไม่ได้ว่า “แรงจูงใจ” ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำคดีแตงโม-ตกเรือ เกิดจากสาเหตุใด ต้องการปิดคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนให้ได้เร็วที่สุด หรืออาจเกิดจากความกลัวติดคุก จึงทำให้บิดเบือนคดีว่า “ตกน้ำ” ทั้ง ๆที่คำให้ผู้ต้องหาในขณะนั้น ค่อนข้างจะสวนทางกับเท็จจริง แต่ตามหลักกฎหมาย การรื้อคดีสามารถทำได้หากมีหลักฐานใหม่เพิ่มเติม อีกทั้งคดีอาญามีอายุความนานถึง 15 ปี
จึงเป็นเผือกร้อนที่เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบคดีการเสียชีวิตของ “แตงโม” ภัทรธิดา อาจร้อน ๆ หนาว ๆ เพราะมีรายชื่อผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้มากกว่า 40 คน ที่อยู่ในสำนวนที่จะถูกแจ้งข้อกล่าวหาและส่งไปให้ ป.ป.ช.ไต่สวน ในข้อหาบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
หมายเหตุ : วันศุกร์ที่ 19 มิ.ย.2569 คณะพนักงานสืบสวนเรื่องที่ 20/2568 จะสรุปสำนวนคดีกรณีการเสียชีวิตของ น.ส.นิดา พัชรวีระพงษ์ หรือ แตงโม อดีตนักแสดงหญิงชื่อดังในประเด็นที่สงสัยว่ามีกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ร่วมกันบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยมิชอบด้วยหมายหรือไม่ เพื่อให้การช่วยเหลือแก่บุคคลอื่น ให้ไม่ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง ได้ดำเนินการตรวจสอบ เวลา 10.00 น. ที่ ศูนย์ราชการฯ อาคารซี (C) ชั้น 9 กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

2026.6.18 แรงงานเมียนมา บุกร้อง ผบ.ตร. อ้างโดน ตร.บ่อวิน บีบเซ็นโยงทุนจีน ดิสเครดิตแข่งประมูลแอร์

2026.6.15 โศกนาฏกรรมบ้านทิโคร่ง จาก 7 ขวบหายตัวปริศนา สู่เหตุฆาตกรรม ‘น้ององุ่น’ คดีรันทดผืนป่าตะวันตก

2026.6.7 สาว 24 คิดสั้นเครียดหนักเรื่องส่วนตัว – ซึมเศร้า
ตร.-กู้ภัยตราด บุกช่วยสาวน่าน กินยากว่า 10 เม็ดหวังฆ่าตัวตาย คาดเหตุเรื่องส่วนตัว,ตรวจห้องพักพบยาซึมเศร้ากองทิชชูซับน้ำตาจำนวนมาก มีประวัติใช้มีดแทงตัวเองมาแล้ว
7 มิ.ย.2569 – ศูนย์เหตุ 191 สถานีตำรวจภูธรจังหวัดตราด ได้รับแจ้งมีเหตุหญิงสาวกินฆ่าตัวตายภายในห้องเช่าแห่งหนึ่ง ในตำบลหนองเสม็ด อ.เมือง จ.ตราด หลังรับแจ้งได้ประสานตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองตราด เดินทางไปที่เกิดเหตุทันที โดยมีกำลังอาสากู้ภัยสว่างบุญช่วยเหลือ สนับสนุนที่เกิดเหตุ
เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงได้ขอให้ผู้แลห้องเช่า ช่วยเหลือประตูห้องเช่าให้ เนื่องจากประตูถูกล็อกอยู่ด้านใน ไม่นานก็สามารถเปิดประตูเข้าไปช่วยเหลือหญิงสาวได้สำเร็จ เบื้องต้นมีอายุ 24 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดน่าน ระหว่างตำรวจสอบถามสาเหตุและที่มาที่ไป หญิงสาว มีอาการร้องไห้เสียใจอย่างหนัก ตัวสั่นทั้งตัว และไม่ยอมรับว่ากินยาเกินขนาด
แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพื้นที่ในห้องทั้งหมด พบสุนัขจำนวน 2 ตัว ไอแพดที่กำลังเปิดเพลงอยู่พร้อมกับกองกระดาษทิชชูที่เต็มไปด้วยน้ำตา และยารักษาจำนวนมากทั้งโรคประจำตัวและซึมเศร้า ทำให้เจ้าหน้าที่พยายามเกลี่ยกล่อมเพื่อให้หญิงสาวรายนี้ไปตรวจเช็ครักษาตัวที่โรงพยาบาล นานกว่า 15 นาที จึงยินยอมให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำตัวส่งโรงพยาบาลพระปิยมหาราช
ผู้ดูแลห้องเช่า ระบุว่า หลังจากทราบเรื่องจากกูัภัย จึงรีบนำกุญแจมาไขประตูห้อง ซึ่งระหว่างนั้นพบว่าหน้าต่างห้องเปิดอยู่เล็กน้อยแล้ว เมื่อเห็นหญิงสาวยังอยู่ในอาการสงบ จึงถอยออกมาและปล่อยให้จนท. ดำเนินการต่อ
ด้านนายอรรถพล ไลวลักษณ์ หัวหน้าชุดเมืองตราด อาสากู้ภัยสว่างบุญช่วยเหลือจังหวัดตราด กล่าวว่า ตนเองได้รับแจ้งเพื่อนหญิงสาวรายนี้เช่นกัน ที่ชื่อฟลุ๊ค ว่าจะกินยาฆ่าตัวตาย พร้อมข้อมูลเพิ่มเติมว่า เคยใช้มีดแทงตัวเองมาครั้งหนึ่งแล้ว ได้รับการช่วยเหลือทัน และครั้งนี้ตำรวจและกู้ภัยเข้าช่วยเหลือทันอีกครั้ง ส่วนสาเหตุนั้นคาดว่า มาจากเรื่องส่วนตัว.

2026.6.5 ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว

2026.6.5 “เสือ ดุสิต” เปิดใจกับสื่อ ยอมรับทำร้าย “มิรา” แต่แค่ตบ ไม่ใช่ต่อย ปัดข่มขืนเพราะคบหากันมา 7 เดือนแล้ว ยันถูกตีก่อนมาคลอด
“เสือดุสิต” เปิดใจต่อสื่อครั้งแรกหลังถูกกล่าวหาทำร้ายร่างกาย “น้องมิรา” MC สาวชื่อดัง ยอมรับทำร้ายร่างกายจริง แต่เป็นการตบ ไม่ได้ต่อย เหตุเกิดบนรถยนต์ เพราะตนโดนมิราตีก่อนหลายครั้ง ยืนยันไม่ได้ข่มขืนตามที่ถูกกล่าวหา เพราะคบหากันมา 7 เดือนแล้ว แม้มีเมียอยู่ก่อนแต่ 2 คนก็คุยกันได้ อ้างตลอดช่วงที่คบหากันตนเป็นถูกทำร้ายหลายครั้ง ขอปล่อยทุกอย่างให้เป็นเรื่องของคดี
จากกรณีที่ กัน จอมพลัง ได้โพสต์ภาพ “น้องมิรา” MC สาวชื่อดัง มาขอความช่วยเหลือ หลังถูกทำร้ายร่างกายจนเสียโฉม อ้างฝีมือนักบุญสุภาพบุรุษตัวลาย คือ นายสัมฤทธิ์ ริมเถื่อน หรือเสือดุสิต ซึ่งเหตุเกิดบนรถยนต์ บริเวณย่านบางกรวยเมื่อวันที่ 31 พ.ค.69 เวลาประมาณ 03.00 น. ที่ผ่านมา ซึ่งมีการเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีแล้วนั้น
ล่าสุดเมื่อเวลา 19.00น. วันที่ 5 มิ.ย.69 นายสัมฤทธิ์ ริมเถื่อน หรือเสือ ดุสิต เดินทางมาพบผู้สื่อข่าว และเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่คบกับมิราแต่แรก จนมาเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น โดยเสือ ดุสิต กล่าวว่า ตั้งแต่ที่ตนมีคดีกระทืบคนแก่ ตนคบกับมิราตั้งแต่ตอนนั้น อยู่ด้วยกันปกติ และตนก็มีเมียหลวงคือผึ้ง ซึ่งทั้ง 2 คนก็คุยกันได้ และเคยไปเที่ยวด้วยกันบ่อย
นายสัมฤทธิ์ กล่าวอีกว่า แต่หลังจากที่มิราดื่มและมีอาการเมา มักจะชอบตบตีตน ต่อหน้าคนอื่น และทำต่อหน้าเมียของตนคือผึ้ง ตนก็ปล่อยผ่านไป รอบที่ 2 ไปเที่ยวกันที่ชลบุรี ตนมีการแชตคุยกับคนอื่น มิราจับได้ ก็ทะเลาะกันอีก และได้มีการลงไม้ลงมือกับตนอีกครั้ง ซึ่งตนก็ไม่เคยทำร้ายกลับ
ส่วนครั้งที่ 3 ตนได้ไปงานวันเกิดเพื่อน เพื่อนตนได้มีการเถียงกับมิรา และมิราเมา พอมิราโมโหก็ทุบตีตนอีก ซึ่งตนอายเพื่อนที่ถูกมิราทำร้ายร่างกายต่อหน้าเพื่อน ตนจึงใช้ไม้แขวนเสื้อตีกลับไปเพื่อสั่งให้หยุด ซึ่งเป็นคดีที่มิราได้แจ้งความที่ปทุมธานี วันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่ตัวเขาเป็นรอยไม้แขวนเสื้อ ตนจึงพูดกับเขาว่าหลังจากนี้เราเลิกทะเลาะกันได้ไหม และก็อยู่กันมาตามปกติ
จนกระทั่งมาเกิดเหตุการณ์ล่าสุด คืนวันที่ 31 พ.ค.69 ตนนั่งดูบอลอยู่ที่ตลาดเซฟวัน มิราโทรมาหาตนว่าให้มารับที่ร้านที่เขาทำงาน เส้นถนนพระรามห้า เขาจึงให้ตนไปรับ ตนได้ไป 1 ครั้ง แต่เพื่อนของมิรา ออกมาพร้อมกับมิรา และเพื่อนมิรา มาด่าตนว่า ไปโกงเงินค่าบ้าน 7 แสน ตนจึงบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะมิราเป็นคนไปโอนเงินเอง ทำให้ตนไม่พอใจ เพราะมิราไปบอกเพื่อน ตนจึงบอกให้เพื่อนรับมิรากลับไป ตนจึงออกรถกลับ แต่มิราโทรมาอีกครั้งให้ตนไปรับ ตนจึงตัดสินใจไปรับอีกรอบ ซึ่งตอนที่ขับไปรับ มีเพื่อนของตนเป็นคนขับรถ ตนนั่งข้างหน้า และให้มิรานั่งข้างหลัง แต่พอออกรถมาสักพัก มิรา เอื้อมมือมาตีที่ตน 1 ครั้ง แล้วตีไม่หยุด จนเพื่อนตนห้าม และเขาก็ตีตนรอบที่ 2 ตนจึงทนไม่ไหว และสวนกลับทันที
นายสัมฤทธิ์ กล่าวอีกว่า หลังจากนั้นตนก็ให้เพื่อนขับรถไปส่งที่ห้อง ซึ่งตนกับมิราก็ขึ้นห้องตามปกติ และไม่มีการทำร้ายร่างกายต่อ ส่วนเรื่องที่ตนโดนแจ้งข้อหาข่มขืน ตนยืนยันว่าไม่ใช่ เพราะตนเช่าห้องอยู่กับมิราประมาณ 5-6 เดือนแล้ว และคบกันมาประมาณ 7 เดือน จะบอกว่าตนไปข่มขืนก็ไม่ใช่เรื่อง เพราะวันเกิดเหตุหลังจากที่กลับมาที่ห้อง หลังจากที่ทะเลาะกันบนรถ มิราเป็นคนบอกกับตนเองว่า ”จะทิ้งหนูเหรอ เพราะหนูไม่สวยหรอ ถึงไม่เอาหนู“ ที่เขาพูดแบบนี้เพราะว่าหน้าเขาบวมแล้ว
เสือ ดุสิต ยืนยันว่าตอนที่ตนทำร้ายร่างกายมิรา การตบไม่ได้ต่อย ซึ่งภาพจากกล้องวงจรปิดที่คอนโดก็มีอยู่ตั้งแต่เพื่อนไปส่ง ตนเดินประคองมิราขึ้นมาบนห้อง เพราะมิราเมา ไม่มีการขัดขืน และวงจรปิดหน้าห้องจะเห็นอยู่ ตนเดินเข้าเดินออกห้องอยู่หลายครั้ง เพราะมิรายื้อให้ตนอยู่ต่อ หลังจากนั้นตนก็นอนกับมิราเหมือนปกติ แต่เช้ามาตนไม่เจอมิราแล้ว ตอนนี้ตนไม่มีอะไรจะคุยกับมิราแล้ว ปล่อยให้เป็นเรื่องของคดี

2026.6.4 หนุ่มจีนฉุน! ร้านอาหารมณฑลห้วยขวาง ไม่รับเงินไทย รับแต่เงินหยวน
4 มิ.ย.- หนุ่มจีนฉุน! ร้านอาหารมณฑลห้วยขวาง ไม่รับเงินไทย รับแต่เงินหยวน แถมถูกคิดค่าอาหารเพิ่ม
หนุ่มชาวจีน ที่ใช้ชีวิตในประเทศไทย อัดคลิปโพสต์ลงใน Tiktok เล่าเหตุการณ์ไปกินข้าวที่ร้านอาหาร ซึ่งเป็นร้านอาหารจีนย่านห้วยขวาง เค้าเรียกกันอีกชื่อว่า “มณฑลห้วยขวาง” เพราะเต็มไปด้วยร้านอาหารจีน แต่ประเด็นที่ต้องอัดคลิป เพราะไม่พอใจ ที่ไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านอาหาร แต่ถึงเวลาจ่ายเงิน ทางร้านไม่รับเงินไทย บอกว่าไม่มีบัญชีไทย รับแต่เงินหยวนเท่านั้น ทำให้เขาต้องเอาเงินหยวนจ่าย แถมถูกคิดค่าอาหารเพิ่มอีก 50 บาท เป็น 375 บาท ชายชาวจีนรายนี้ จึงตั้งคำถามว่า ร้านจีน เปิดในประเทศไทย แต่ไม่มีบัญชีไทย รับเฉพาะเงินสดสกุลเงินหยวน และสแกนวีแชท แบบนี้ถูกต้องหรือไม่?พร้อมกล่าวว่า “ขนาดตนเป็นคนจีนแท้ๆ ยังโกรธมาก ร้านคงคิดตนเพิ่งมาอยู่ไทย แต่จริงๆแล้วเอยู่ มานานแล้ว อย่ามาทำแบบนี้ ทุกร้านต้องทำให้ถูกกฎหมาย อยู่ไทยก็ควรทำตามกฎหมายไทย แล้วอย่าลืมเสียภาษีด้วย”
นายอุนทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่าได้รับรายงานเเล้วหรือไม่ และจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร นายอนุทิน ระบุว่าเจ้าหน้าที่มีการตรวจสอบอยู่แล้ว มีการจับกุมผู้กระทำผิดแทบทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล หรือเรื่องชายหาด การข่มขู่ ก็มีการดำเนินการ เมื่อไปโดนเจ้าหน้าที่รัฐก็หาว่ากลั่นแกล้ง ทุกอย่างทำภายใต้กฎหมาย และความยุติธรรม ใครไม่ผิดก็กลับไปทำงาน การโยกย้ายเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ส่วนกลาง เพื่อให้เกิดความสะดวกในการสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริง ถือเป็นกระบวนการปกติทั่วไป .

2026.6.3 ตร. แถลงช่วยสาวจีน เหยื่อแก๊งสแกมเมอร์หลอกจัดฉาก ‘ลักพาตัวเสมือนจริง’ เรียกค่าไถ่ครอบครัว
ผบ.ตร. สั่งเร่งช่วยนักศึกษาสาวชาวจีนเหยื่อลักพาตัวเสมือนจริง ตำรวจไทยแกะรอยช่วยได้อย่างปลอดภัย หลังถูกสแกมเมอร์ข้ามชาติหลอกจัดฉากเรียกค่าไถ่ 12.5 ล้านบาท
3 มิถุนายน 2569 – พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศตคม.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลการช่วยเหลือนักศึกษาสาวชาวจีน อายุ 21 ปี ซึ่งตกเป็นเหยื่อขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติในรูปแบบ “ลักพาตัวเสมือนจริง” (Virtual Kidnapping) หลังถูกกลุ่มสแกมเมอร์บงการให้จัดฉากการถูกลักพาตัวและเรียกค่าไถ่จากครอบครัวเป็นเงินรวมกว่า 12.5 ล้านบาท ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยจะสามารถติดตามตัวและให้การช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย
สืบเนื่องจาก Miss WANG (นางสาวหวัง) อายุ 21 ปี นักศึกษาสาวชาวจีน ได้หายตัวไปภายหลังเดินทางเข้าประเทศไทย โดยครอบครัวเชื่อว่าอาจตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ ต่อมาบิดาของผู้เสียหายได้รับการติดต่อผ่านแอปพลิเคชัน WeChat จากชายไม่ทราบชื่อที่อ้างว่าควบคุมตัวบุตรสาวไว้ พร้อมเรียกค่าไถ่จำนวน 3 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 12.5 ล้านบาท และส่งภาพผู้เสียหายถูกมัดตัว มีร่องรอยคล้ายถูกทำร้ายร่างกาย ทำให้ครอบครัวเกิดความวิตกกังวลและเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจฮ่องกง ก่อนประสานมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อขอความช่วยเหลือ
จากการสืบสวนพบว่า ก่อนเกิดเหตุ กลุ่มมิจฉาชีพได้หลอกลวงผู้เสียหายให้ขอเงินจากบิดา โดยอ้างว่าจำเป็นต้องใช้เป็นหลักฐานทางการเงินเพื่อศึกษาต่อต่างประเทศ ทำให้บิดาหลงเชื่อและโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร Bank of China ของผู้เสียหาย รวมจำนวน 1.4 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 5.8 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 19-20 พฤษภาคม 2569 ก่อนที่เงินดังกล่าวจะถูกโอนกระจายไปยังบัญชีอื่นหลายบัญชี ซึ่งเชื่อว่าเป็นบัญชีม้าของเครือข่ายสแกมเมอร์
ต่อมาวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ผู้เสียหายได้เดินทางออกจากฮ่องกงเพียงลำพัง โดยสายการบิน Hong Kong Airlines เที่ยวบิน HX767 และเดินทางถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 02.36 น. ก่อนเข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร
เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปคม. ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงแรมที่ผู้เสียหายเข้าพัก พร้อมตรวจสอบกล้องวงจรปิด เส้นทางการเดินทาง และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด จนพบข้อพิรุธสำคัญว่าผู้เสียหายเดินทางเข้าพักเพียงลำพัง และไม่พบบุคคลอื่นเข้าออกห้องพักตามที่ถูกกล่าวอ้าง
จากการสืบสวนเพิ่มเติมพบว่า ผู้เสียหายได้ว่าจ้างรถรับจ้างให้พาไปซื้อเชือกสายรัด มีด สีทาตัว และลิปสติกสีแดง ก่อนนำอุปกรณ์ดังกล่าวกลับมาจัดฉากสร้างร่องรอยคล้ายถูกทำร้ายร่างกายและถูกลักพาตัว พร้อมบันทึกภาพและวิดีโอส่งให้กลุ่มมิจฉาชีพ เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือกดดันครอบครัวในการเรียกค่าไถ่
ต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถแกะรอยจนทราบว่าผู้เสียหายได้ย้ายไปพักยังโรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยใช้ภาพหนังสือเดินทางปลอมที่กลุ่มมิจฉาชีพส่งมาให้ผ่านช่องทางออนไลน์ในการเช็กอินเข้าพัก เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบและให้การช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย ก่อนนำตัวมาสอบปากคำและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง
จากการสอบสวนพบว่า ผู้เสียหายตกอยู่ภายใต้การควบคุมทางจิตวิทยาของกลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งใช้วิธีแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจากต่างประเทศ ข่มขู่ว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรม ก่อนบงการให้ตัดการติดต่อกับครอบครัว เดินทางไปยังสถานที่ที่กำหนด และจัดฉากเสมือนถูกลักพาตัว เพื่อนำภาพและคลิปวิดีโอไปใช้หลอกเรียกค่าไถ่จากญาติ ซึ่งเป็นรูปแบบการหลอกลวงที่เรียกว่า “Virtual Kidnapping” หรือ “ลักพาตัวเสมือนจริง” ที่กำลังพบในหลายประเทศทั่วโลก
พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบอาชญากรรมข้ามชาติที่พัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยเทคโนโลยีและการควบคุมทางจิตวิทยาในการหลอกลวงเหยื่อ แม้จะยังไม่มีการลักพาตัวจริง แต่ความเสียหายและความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหายและครอบครัวเป็นเรื่องจริง และในบางกรณีอาจมีการหลอกลวงผู้เสียหายให้เดินทางไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอาจมีความเสี่ยงในการถูกค้ามนุษย์ กรณีดังกล่าวสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะให้ความร่วมมือกับตำรวจฮ่องกงอย่างใกล้ชิดในการดำเนินคดีตามกฎหมายกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าว พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของขบวนการลักษณะนี้อีก
การช่วยเหลือผู้เสียหายในครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศในการคุ้มครองความปลอดภัยของชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย อันเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ

2026.5.25 ย้อนโศกนาฏกรรมจุดตัดรถไฟแยกอโศก! ม้าเหล็กขยี้รถเมล์ 8 ศพ สังเวยไร้ ‘วินัย’ จราจร พขร.เมายากับปมธงแดง

2026.5.11 บุกทลายโรงงานจีนผลิตพอตเค ในพื้นที่ จ.ชลบุรี ผงะเจอแท่นผลิต-สารเคมี จำนวนมาก
บุกทลายโรงงานจีนผลิตพอตเค ในพื้นที่ จ.ชลบุรี ผงะเจอแท่นผลิต-สารเคมี จำนวนมาก ชาวบ้านตกใจ นึกว่าไม่มีใครอยู่ ไม่มีไฟ ไม่มีคนเข้าออก รวบ 3 ผู้ต้องหา
เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 11 พ.ค.2569 ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ร่วมกับ ตำรวจ ภ.จว.ชลบุรี บุกเข้าร่วมการตรวจสอบ บ้านหรู พื้นที่ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังสืบทราบว่ามีกลุ่มคนจีนลักลอบ กระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ประเภทบุหรี่ไฟฟ้าหัวพอตเค
จากการตรวจสอบเบื้องต้น บ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น มีเนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวา รอบบ้านมีรั้วกำแพงปูนสูง 2 เมตร ปิดลวดฉนวนไฟฟ้ากันขโมยรอบตัวบ้าน เมื่อตำรวจเข้าไปตรวจค้นในตัวบ้าน ถึงกับผงะ เมื่อพบว่า บ้านถูกดัดแปลงเป็น เป็นโรงงานผลิตพอตเค
โดยชั้น 2 ของบ้าน ถูกแยกห้อง ทำเป็นห้องแล็บ พบแท่นผลิตสารผลิตสารเคมี และ หัวพอต บุหรี่ไฟฟ้าพอตเค ภายในบ้านยังพบสารเคมีและถังสารเคมีอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งในขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน 2 (พฐ.) นอกจากนี้ตำรวจยังสามารถควบคุมชายชาวจีน ได้ 3 คน ตำรวจอยู่ในระหว่างการควบคุมตัวเพื่อการสอบสวนขยายผล
ผู้สื่อข่าวสอบถามชาวบ้านในละแวกดังกล่าว พอเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำนวนมากเข้าตรวจสอบบ้านหลังดังกล่าวก็รู้สึกตกใจ พร้อมกับเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า บ้านหลังนี้คิดว่าไม่มีใคร เพราะปิดไฟมืดตลอดเวลา และไม่เคยเห็นใครเข้าออกบ้าน พอเห็นตำรวจมานึกว่ามีเหตุฆ่ากันตาย แต่พอทราบว่าบ้านหลังดังกล่าวถูกดัดแปลงเป็นโรงงานผลิตยาเสพติด ก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แท่นผลิตสารเคมี รวมถึงสารเคมีที่ตรวจได้ ภายในบ้านหลังดังกล่าว พบว่า มีลักษณะเดียวกัน ที่เคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง เข้าตรวจยึด ในพื้นที่บ้านหนองปลาไหล เมื่อช่วง กลางเดือนกุมภาพันธ์ 69 ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นเครือข่ายเดียวกันหรือไม่

2026.5.11 จับแล้ว ขบวนการค้างาช้างแอฟริกา ของกลาง 250 กก. เกือบ 10 ล้านบ. นำเข้าจากเวียดนาม
ปทส. ร่วมกรมอุทยานฯ เปิดปฏิบัติ ‘คชาฆาตปิดปลายงา’ ยึดของกลาง 250 กก. มูลค่าเกือบ 10 ล้านบาท
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 11 พฤษภาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผบก.ปทส., พ.ต.อ.อภิสัณฐ์ ไชยรัตน์ ผกก.5 บก.ปทส. ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช โดยนายสดุดี พันธุ์ภักดี ผู้อำนวยการกองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามสัญญา (CITES) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงผลการปฏิบัติ Operation Broken Ivory “คชาฆาตปิดปลายงา” จับเหล่าแอดมินกลุ่มลับค้างาช้างข้ามชาติ ลุยตรวจค้น 11 จุดทั่วประเทศ รวบผู้ต้องหา 9 ราย พร้อมยึดงาช้างของกลางว่า 250 กก.
พ.ต.ท.ปฐมพงศ์ ทองจำรูญ รอง ผกก.(สอบสวน) กก.5 บก.ปทส. กล่าวว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปทส. ได้สืบสวนการลักลอบซื้อขาย ซากสัตว์ป่า งาช้างและเขี้ยวพะยูน ผิดกฎหมาย ผ่านกลุ่ม Facebook ชื่อ “เขี้ยวงา เครื่องรางจากสัตว์” เจ้าหน้าที่จึงติดต่อทำทีขอซื้องาช้างจากกลุ่มผู้ค้าหลายคน และส่งของที่ได้รับดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์ ยืนยันว่าเป็นงาช้างสายพันธุ์แอฟริกาทั้งหมด ซึ่งจากการสืบสวนพบเครือข่ายนี้เพิ่งเริ่มดำเนินการมาเป็นระยะเวลา 1 ปี มีเงินหมุนเวียนประมาณ 10 ล้านบาท จึงเปิดปฏิบัติการ ทลายเครือข่ายกลุ่มผู้ค้างาช้างผิดกฎหมายกลุ่มนี้
ส่วนงาช้างดังกล่าวพบว่าถูกนำเข้ามาจากประเทศแอฟริกาทางเรือมาลงที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งกลุ่มผู้ต้องหาจะใช้วิธีติดต่อกับชาวเวียดนามที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยให้หางาช้างที่ต้องการให้ ก่อนจะลักลอบนำเข้าผ่านทางเรือโดยช่องทางธรรมชาติตามริมฝั่งแม่น้ำโขง
ต่อมาเมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปทส.นำกำลังเข้าจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ จำนวน 9 ราย ในพื้นที่ 7 จังหวัด สมุทรสาคร อุทัยธานี กำแพงเพชรชุมพร สงขลา ชลบุรี และจันทบุรี
1.น.ส.จินตนา อายุ 52 ปี ถูกจับกุมที่ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร
2.น.ส.ปณิตา อายุ 42 ปี ถูกจับกุมที่ อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร
3.น.ส.สุดารัตน์ อายุ 50 ปี ถูกจับกุมที่ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร
4.นายวังศักดา อายุ 42 ปี ถูกจับกุมที่ อ.หนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี
5.นายนิพัฒน์ อายุ 31 ปี ถูกจับกุมที่ อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร
6.นายทวีศักดิ์ อายุ 41 ปี ถูกจับกุมที่ อ.บางกล่ำ จ.สงขลา
7.นายวรพงศ์ อายุ 51 ปี ถูกจับกุมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
8.นายอัมพร อายุ 49 ปี ถูกจับกุมที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
9.นายบุญส่ง อายุ 54 ปี ถูกจับกุมที่ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี
และตรวจค้น จำนวน 11 จุด ในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร ชุมพร สงขลา ชลบุรี จันทบุรี อุทัยธานี และกำแพงเพชร ตรวจยึดของกลาง จำนวน 13 รายการ ได้แก่ 1.งาช้าง (แบบท่อน) จำนวน 140 กิโลกรัม 2.งาช้าง (แบบหั่นชิ้น) จำนวน 40 กิโลกรัม 3.สร้อยลูกประคำงาช้าง จำนวน 7 กิโลกรัม 4.สร้อยพระงาช้าง จำนวน 5 กิโลกรัม 5.ลูกประคต จำนวน 2 กิโลกรัม 6.ผงงาช้าง จำนวน 5 กิโลกรัม 7.กำไลและหัวเข็มขัด จำนวน 1 กิโลกรัม
8.งาช้างอัดเรซิ่น จำนวน 50 กิโลกรัม 9.มีดงาช้าง/มีดเขากวาง จำนวน 160 ด้าม 10.ชิ้นส่วนหางกระเบน จำนวน 2 กิโลกรัม 11.เครื่องตัด หั่น เจีย เจาะ /สว่าน/เลื่อย จำนวน 20 เครื่อง 12.ตาชั่ง จำนวน 5 เครื่อง 13.ซากเต่ากระ จำนวน 1 ตัว
มูลค่าของกลาง 1 งาช้างและชิ้นส่วนงาช้าง ประมาณ 7.5 ล้านบาท 2.มีดด้ามงาช้าง ประมาณ 2.4 ล้านบาท รวมมูลค่าของกลางทั้งหมด ประมาณ 9.9 ล้านบาท
ในชั้นจับกุมและสอบสวน ผู้ต้องหาทั้ง 9 คนให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ซึ่งหลังจากนี้ตำรวจจะขยายผลไปยังกลุ่มคนเวียดนาม รวมถึงเส้นทางการนำเข้าว่ามีบุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง สำหรับงาช้างดังกล่าวพบว่าเมื่อนำเข้าจะถูกแปรรูปเป็นมีด ลูกประคำ และพระพุทธรูป ซึ่งกลุ่มลูกค้าจะเป็นคนไทยที่มีความเชื่อว่างาช้างเป็นวัตถุมงคล
นายนฤพนธ์ระบุด้วยว่า ตามกฎหมายการครอบครองงาช้าง ในประเทศไทยยังไม่เคยออกใบอนุญาตให้ครอบครองงาช้างแอฟริกา ซึ่งผลการจับกุมในครั้งนี้จะมีการรายงานส่งไปยังไซเตสที่เจนีวา เพื่อที่จะยืนยันว่าประเทศไทยมีความเข้มงวดกวดขันในการกวาดล้างการค้างาช้างที่ผิดกฎหมายตั้งแต่ที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติงาช้าง พ.ศ.2558 โดยอนุญาตให้ครอบครองและซื้อขายเฉพาะ “งาช้างบ้าน” ที่ได้มาอย่างถูกกฎหมายเท่านั้น สำหรับของกลางเหล่านี้จะมีการเก็บรักษาดูแลอยู่ที่กรมอุทยานฯจนกว่าคดีจะสิ้นสุด และหลังจากนั้นจะมีการทำลายงาช้างต่อไป

2026.5.11 เขมรเถื่อนคลั่ง! ขวานจามหัวเพื่อนร่วมงานไทยดับ ชิงกระบะนายจ้างหนี
สยองระยอง! แรงงานเขมรเถื่อนคลั่ง ขวานจามหัวเพื่อนร่วมงานดับคาที่ ก่อนชิงรถนายจ้างหนีลอยนวล เผยรับทำงานเพราะสงสาร แต่กลายเป็นมัจจุราช
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 11 พ.ค. 69 ที่ สภ.สำนักทอง จ.ระยอง เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดระยอง ได้ลงพื้นที่ ทำการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานจากกลุ่มนายจ้าง ของนายหนูผู้ก่อเหตุที่ขับรถกระบะหลบหนีไป
หลังก่อเหตุฆาตกรรมสุดสยอง บริเวณบ้านพักคนงาน หมู่ที่ 2 ต.กระเฉด อ.เมือง จ.ระยอง จึงรุดตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างพรกุศล
ที่เกิดเหตุสุดสลด บริเวณม้านั่งผ้าใบหน้าบ้านพัก พบศพ นายศักดิ์สิทธิ์ หรือ แบงค์อายุ 24 ปี สภาพศพมีบาดแผลฉกรรจ์ถูกฟันด้วยของมีคมที่ศีรษะ เลือดอาบนองพื้น ตรวจสอบบริเวณป่าหญ้าข้างบ้านพบ “ขวาน” เปื้อนเลือดถูกโยนทิ้งไว้ เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน
จากการสอบสวนนายจ้างและเพื่อนร่วมงาน ทราบว่าผู้ก่อเหตุคือ นายหนู อายุ 24 ปี แรงงานชาวกัมพูชาที่ไม่มีเอกสารประจำตัว ซึ่งนายจ้างรับเข้าทำงานด้วยความสงสาร เพราะอ้างว่าถูกตำรวจนำมาปล่อยไว้ โดยพักหลังนายหนูมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ดื่มสุราหนัก จากเดิมเป็นคนร่าเริง ไม่ดื่มเหล้า แต่ระยะหลังเริ่มดื่มจัด
เปิดพฤติกรรมชนวน ปมเหตุในความสงสัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ข้อมูลว่า นายหนู ก่อนก่อเหตุได้ไปเบิกเงินจำนวน 2,000 บาท และใช้หมดในวันเดียว และเคยแอบขับรถไปหาบุคคลที่อ้างว่าเป็น “ผู้การหมี” เพื่อขอเบิกเงินเพิ่ม จนถูกนายจ้างตำหนิ
แนวทางสืบสวนล่าตัวก่อนเกิดเหตุ เพื่อนร่วมงานระบุว่าเห็นผู้ตายนอนคุยโทรศัพท์อยู่ ส่วนนายหนูนั่งอยู่ด้านนอก จนกระทั่งเพื่อนร่วมงานกลับมาก็พบว่านายแบงค์ถูกฆ่าเสียชีวิตแล้ว ส่วนนายหนูได้ขับรถกระบะของนายจ้างหลบหนีไป
ล่าสุด ชุดสืบสวนภูธรจังหวัดระยอง ได้ลงพื้นที่ด่วนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและเร่งสกัดจับรถคันดังกล่าว พร้อมติดตามตัวนายหนูมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
เบื้องต้นคาดว่าสาเหตุมาจากความขัดแย้งส่วนตัว หรืออาการมึนเมาจนขาดสติ

2026.5.11 ผบช.ก. เผยค้นบ้าน หมอดูชื่อดัง อมมังกร พบหลักฐานสำคัญ สั่งสอบปม ‘โน้ส อุดม’ เคยแฉ
ผบช.ก. เผยค้นบ้าน หมอดูชื่อดัง อมมังกรแก้กรรม พบหลักฐานสำคัญ สั่งสอบปม ‘โน้ส อุดม’ เคยแฉ ขอเหยื่อรายอื่นเข้าแจ้งความที่กองปราบ เพื่อดำเนินคดีถึงที่สุด
วันที่ 11 พ.ค. 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เปิดเผยความคืบหน้ากรณี นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด นำผู้เสียหายเข้าร้องเรียนต่อกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) หลังถูกหมอดูชื่อดังในพื้นที่ภาคเหนือกระทำอนาจาร อ้างเป็นการแก้กรรม และมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับสุนัข โดยล่าสุดมีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความเพิ่มเติมอีก 1 ราย รวมเป็น 3 รายแล้ว
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ระบุว่า เมื่อวานนี้ (10 พ.ค.) เจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพัก ซึ่งเปิดเป็นสถานปฏิบัติธรรมของผู้ถูกกล่าวหาใน จ.ลำพูน และจุดเชื่อมโยงอื่นๆ รวม 3 จุด ผลการตรวจค้นพบตัวผู้ถูกกล่าวหาซึ่งให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ยังไม่ได้มีการสอบปากคำในรายละเอียด
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดพยานหลักฐานสำคัญได้หลายรายการ อาทิ ผ้าปูที่นอน และเสื้อผ้า รวมถึงหนังสือประวัติศาสตร์จำนวนมาก เพื่อนำมาประกอบสำนวนคดีตามคำให้การของผู้เสียหาย แต่ยังไม่พบสื่อลามกที่เกี่ยวกับสุนัขในขณะนี้
“ที่เราต้องรีบเข้าค้นเมื่อวานนี้ เพราะเกรงว่าหลักฐานสำคัญจะถูกทำลาย ยืนยันว่ากองปราบฯ ไม่กังวลเรื่องการแทรกแซงจากกลุ่มลูกศิษย์แต่อย่างใด”
ผบช.ก. กล่าวอีกว่า สำหรับขั้นตอนต่อไป พนักงานสอบสวนจะเร่งสอบปากคำผู้เสียหายให้ครบถ้วนเพื่อระบุฐานความผิดที่ชัดเจน ก่อนจะดำเนินการออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหามาสอบสวนตามขั้นตอนกฎหมาย
ผบช.ก. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้ตรวจสอบกรณีที่ “โน้ส อุดม แต้พานิช” เคยบอกเล่าเรื่องราวหมอดูที่มีพฤติกรรมคล้ายคลึงกันบนเวทีเดี่ยวไมโครโฟน ว่าเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบคดีต่อไป
ทั้งนี้ บช.ก. ขอประชาสัมพันธ์หากมีประชาชนรายใดเคยตกเป็นเหยื่อในลักษณะดังกล่าว สามารถเดินทางเข้ามาแจ้งความเพิ่มเติมได้ที่กองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

2026.5.11 “บิ๊กต่อ” เผย ส่งผู้การกองปราบร่วมคดี “หมิงเฉิน ซัน” ตรวจสอบเส้นเงิน
“บิ๊กต่อ” เผย ส่งผู้การกองปราบเข้าร่วมคดี “หมิงเฉิน ซัน” ตรวจสอบเส้นทางการเงิน-ข้อมูลโทรศัพท์ ยังไม่ฟันธงว่าเป็นผู้ก่อการร้ายหรือไม่
จากกรณีที่ พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจจังหวัดชลบุรี มีการขยายผลจากกรณีที่ชาวจีนรถคว่ำจนได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายหน่วยเข้าตรวจค้นบ้านของ นายหมิงเฉิน ซัน อายุ 31 ปี ชาวจีน ใน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จนพบวัตถุระเบิด และอาวุธปืนสงคราม รวมทั้งระเบิดสังหารชนิดกับดักเป็นจำนวนมาก
ด้าน พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เปิดเผยว่า ในเบื้องต้นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เข้าบัญชาการด้วยตนเอง ส่วนทางกองบัญชาการสอบสวนกลาง พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม เข้าร่วมโดยเราจะดูในเรื่องของข้อมูลโทรศัพท์ และเส้นทางการเงิน และตอนนี้มีการมอบหมายแบ่งหน้าที่ กองบังคับการตำรวจภูธรภาค 2 กองบัญชาการตำรวจนครบาล รวมถึงชุดทำงานความมั่นคงของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผบ.ตร. เพื่อที่จะนำจิ๊กซอว์ทั้งหมดมารวมกันก่อนที่จะมาประเมินว่าผู้ต้องหาคนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์อย่างไรกับประเทศไทย ยืนยันว่าเรื่องนี้เราจะไม่ปล่อยไปง่ายๆ ส่วนเรื่องเป็นผู้ก่อการร้ายหรือไม่นั้น ขอตรวจสอบรายละเอียดเบื้องต้นมีข้อมูลบางส่วนแล้วแต่ไม่อยากฟันธง
แต่อย่างไรก็ตามสำนวนคดีดังกล่าวยังไม่มีการโอนมาที่กองบังคับการปราบปราม เพราะ กองบังคับการตำรวจภูธรภาค 2 ยังสามารถดำเนินการได้อยู่
+
2026.5.11 ผบช.ก. ส่ง ผบก.ป. ลุยเช็กเส้นเงิน-โทรศัพท์ หนุ่มจีนซุกซีโฟร์ ไม่ฟันธงเป็นผู้ก่อการร้าย
ผบช.ก. ส่ง ผบก.ป. ลุยเช็กเส้นเงิน-ข้อมูลโทรศัพท์ หนุ่มจีนซุกซีโฟร์ ไม่ฟันธงเป็นผู้ก่อการร้าย ลั่นเรื่องนี้ไม่ปล่อยง่ายๆ
จากกรณีการจับกุมนายหมิงเฉิน ซัน อายุ 31 ปี ชาวจีน ใน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พร้อมอาวุธปืนสงคราม วัตถุระเบิดชนิดแรงทำลายล้างสูง วัตถุระเบิดสังหารบุคคลและระเบิดขว้าง รวม 10 ลูก พร้อมอุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิดและน้ำมันจำนวนมาก
ล่าสุดวันที่ 11 พ.ค. 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เปิดเผยว่า เบื้องต้นทางกองบัญชาการสอบสวนกลางได้ส่ง พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. เข้าร่วมในการติดตาม โดยดูเรื่องของข้อมูลโทรศัพท์ และเส้นทางการเงิน
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวต่อว่า ตอนนี้มีการมอบหมายแบ่งหน้าที่กับตำรวจภูธรภาค 2, กองบัญชาการตำรวจนครบาล รวมถึงชุดทำงานความมั่นคงของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เพื่อนำจิ๊กซอว์ทั้งหมดมารวมกัน ก่อนที่จะมาประเมินว่าผู้ต้องหาคนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์อย่างไร
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวอีกว่า ยืนยันว่าเรื่องนี้เราจะไม่ปล่อยไปง่ายๆ ส่วนเรื่องเป็นผู้ก่อการร้ายหรือไม่นั้น ขอตรวจสอบรายละเอียดเบื้องต้นมีข้อมูลบางส่วนแล้ว แต่ไม่อยากฟันธง สำหรับสำนวนคดีดังกล่าวยังไม่มีการโอนมาที่บก.ป. เพราะตำรวจภูธรภาค 2 ยังสามารถดำเนินการได้อยู่
+
2026.5.10 ด่วน! รวบ “จ่าบอย”ทหารเรือ 1 ในคนจัดหาปืนให้หนุ่ม “หมิงเฉิน ซัน”
ด่วน! รวบแล้ว “จ่าบอย” 1 ในทหารเรือตัวการจัดหาปืนให้ทุนจีน “หมิงเฉิน ซัน” เร่งล่า “จ่าแหบ” อีกราย-สั่งเพิกถอนวีซ่าสาวไต้หวัน
วันที่ 10 พ.ค.2569 ความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม นายหมิงเฉิน ซัน อายุ 31 ปี สัญชาติจีน และ นางสาว A, YU-HSIN อายุ 33 ปี สัญชาติไต้หวัน หลังประสบอุบัติเหตุขับรถเก๋งพลิกคว่ำในพื้นที่ สภ.นาจอมเทียน โดยระหว่างตรวจสอบภายในรถ เจ้าหน้าที่พบอาวุธปืนพร้อมแม็กกาซีน จึงขยายผลเข้าตรวจค้นบ้านพักภายในซอยห้วยใหญ่
โดยพบอาวุธปืนสงคราม วัตถุระเบิดชนิดแรงทำลายล้างสูง วัตถุระเบิดสังหารบุคคลและระเบิดขว้าง รวมจำนวน 10 ลูก ตลอดจนอุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิดและน้ำมันจำนวนมาก จึงตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องหาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเมื่อคืนเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นาจอมเทียน ได้ควบคุมตัวนายหมิงเฉิน ซัน หลังสอบสวนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ก่อนนำตัวไปฝากขังที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพัทยา โดยพบว่ามีการอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัดและต้องกินยาประจำตัวตลอดเวลา
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพัทยาที่ควบคุมตัว นายหมิงเฉิน ซัน อายุ 31 ปี สัญชาติจีน โดยควบคุมตัวสอบสวนในห้อง ศปก.ตม.จว.ชลบุรี มีตำรวจ หน่วยทหาร เฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความตึงเครียด มีการพูดคุย กับ นายหมิงเฉิน ซัน ตลอดเวลา เพื่อสอบถามข้อมูลต่างๆที่มาของอาวุธ และ วัตถุประสงค์ในการเก็บอาวุธ แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือมากนัก
ในขณะเดียวกันที่ สภ.นาจอมเทียน เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว นางสาว A, YU-HSIN อายุ 33 ปี สัญชาติไต้หวัน ที่นั่งรถมากับ นายหมิงเฉิน ซัน คนจีน ตอนประสบ อุบัติเหตุ
เบื้องต้นจากการสอบสวนไม่ได้ข้อมูลมากนัก ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องอาวุธสงครามหรือไม่ แต่ทางเจ้าหน้าที่ ตม.พัทยา ได้สั่งเพิกถอนวีซ่าผู้หญิงไต้หวัน ไปก่อนล่วงหน้าแล้ว ก่อนนำตัวมาฝากขังที่สภ.นาจอมเทียน
ส่วนทางด้านเจ้าหน้าที่ชุดทำงานได้ลงพื้นที่บริเวณสัตหีบ ติดตามตัวเจ้าหน้าที่ทหารอีก 2 นาย ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายปืน หลังเมื่อวานได้คุมตัว นายคเชนทร์ ครูฝึกยิงปืนสนามพัทยา พ.จ.อ.เมธี งกัดกองทัพเรือ และ นายจำลอง อายุ 51 ปี เจ้าของบัญชี และเป็นผู้ส่งมอบปืนให้ชาวจีนมาสอบสวน โดยทราบว่ายังมีคนร่วมขบวนการอีก 2 คน คือ จ่าแหบ และ จ่าบอย ซึ่งอยู่ในระหว่างการติดตามตัวมาสอบสวน
สำหรับ ไทม์ไลน์ การซื้อปืน นั้นทาง นายคเชนทร์ ครูฝึกยิงปืน ได้ประสาน พ.จ.อ.เมธี สังกัดกองทัพเรือ เพื่อสอบถามว่ามีปืนขายไหม คนจีนสนใจ ทาง พ.จ.อ.เมธี สังกัดกองทัพเรือ ติดต่อไปทางจ่าแหบ เพื่อถามซื้อปืน จากนั้นทาง จ่าแหบ ได้ ติดต่อไปทาง จ่าบอย เพื่อนำปืนออกมาให้ โดยทางนายจำลอง เป็นเพียง เอาบัญชี มาใช้โอนเงิน เท่านั้น
ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้นำตัว “จ่าบอย” ผู้จัดหาปืน ให้กับชาวจีนมาสอบสวน เพิ่มขึ้นอีก 1 คน โดยนำตัวมาสอบสวน ที่ สภ.นาจอมเทียน

2026.5.9 สืบ ตม.3 รวบตัวการใหญ่! รวบมาเฟียการเงินแดนมังกร ฟอกเงินธนาคาร! เสียหายทะลุหมื่นล้าน
สืบ ตม.3 รวบตัวการใหญ่! รวบมาเฟียการเงินแดนมังกร ฟอกเงินธนาคาร! เสียหายทะลุหมื่นล้าน
กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 (บก.ตม.3) โชว์ผลงานชิ้นโบแดง เดินหน้ากวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ ตามนโยบายเข้มของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ที่สั่งการให้ “X-ray” พื้นที่เป้าหมายทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นแหล่งกบดานของมิจฉาชีพสากล
ปฏิบัติการ “ล้มยักษ์ฟอกเงิน”
ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 .ต.อ.เดโช โสสุวรรณากุล รอง ผบก.ตม.3 , พ.ต.อ.ชินวุฒิ ตั้งวงษ์เลิศ รอง ผบก.ตม.3 และ พ.ต.อ.สุทธิพงษ์ พุทธิพงษ์ รอง ผบก.อก.บช.น. ช่วยราชการ บก.ตม.3 ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.สุริยะ พ่วงสมบัติ ผกก.สส.บก.ตม.3 นำกำลังชุดสืบสวนเข้าแกะรอยจับกุม MR.CHEN TAO ผู้ต้องหาคนสำคัญที่ทางการสาธารณรัฐประชาชนจีนต้องการตัวมากที่สุดในขณะนี้
นำโดย พ.ต.ท.รัฐไกร ประยูรศร รอง ผกก.สส.บก.ตม.3 และ พ.ต.ท.เดรินิว มิ่งเมือง สว.กก.สส.บก.ตม.3 พร้อมกำลังชุดสืบสวน เร่งแกะรอย หลังจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ประสานให้จับกุมผู้ต้องหาคนสำคัญที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ต้องการตัวเป็นอย่างมาก ซึ่งคือ MR.CHEN TAO ซึ่งได้กระทำความผิดฐานอำพรางและปกปิดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด” ถูกออกหมายจับกระทรวงสาธารณะเมืองหลานโจว มูลค่าความเสียหายประมาณ 3,222 ล้านหยวน (1.6 หมื่นล้านบาท) โดย MR.CHEN TAO อยู่ในกระบวนการฉ้แโกงเงินจากธนาคาร Lanzhou Bank และโอนผ่านบริษัทบังหน้าเพื่อฟอกเงิน
ซึ่งเจ้าหน้าที่สืบสวน ตม.3 ได้สืบสวนติดตามพบว่าผู้ต้องหา เดินทางเข้าประเทศไทย เมื่อวันที่ 11 พ.ย.68 ประเภทวีซ่า PE ซึ่ง MR.CHEN TAO ได้แจ้งที่พักอาศัยเพื่อปกปิดที่พักอาศัยที่แท้จริงไว้เป็นทำนวนหลายแห่ง
กระทั่งวันที่ 8 พ.ค.69 เจ้าหน้าที่สืบสวน ตม.3 ได้จับกุมตัว MR.CHEN TAO ได้ที่คอนโดแห่งหนึ่งย่านรามคำแหง ดย เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.3 ได้แจ้งคำสั่งเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร (เพิกถอนวีซ่า) เนื่องจาก เข้าลักษณะคนต่างด้าวที่เป็นบุคคลต้องห้าม มีพฤติการณ์ว่าเป็นภัยต่อสังคมฯ ตามกฎหมายคนเข้าเมือง
ซึ่ง MR.CHEN TAO ได้ให้ผู้อื่นเป็นผู้เช่าห้องพักดังกล่าว เพื่อปิดบังตัวตน ซึ่งขณะจับกุมเจ้าหน้าที่ได้พบ หนังสือเดินทางอีกเล่มของ MR.CHEN TAO ซึ่งเป็นหนังสือเดินทางสัญชาติ VANUATU หมายเลขหนังสือเดินทาง RV0202458 ซึ่งคาดว่านำไว้ใช้ในการปิดบังตัวตน เพราะว่า MR.CHEN TAO ได้ถูก สาธารณรัฐประชาชนจีน ยกเลิกหนังสือเดินทางสัญชาติจีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่ง MR.CHEN TAO เป็นสมาชิกหลัก (แกนนำ) ที่คอยสั่งการปฏิบัติงานโดยตรงทั้งในและต่างประเทศ
สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ยืนยันเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง และจะไม่ยินยอมให้ประเทศไทยเป็นแหล่งหลบซ่อนของผู้กระทำความผิด เพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนต่อไป

2026.5.9 ตำรวจคอมมานโดบุกรวบ “โอ๋” คาสถานีรถไฟกรุงเทพฯ หลังหนีคดีพรากผู้เยาว์-กระทำชำเราเด็กหญิงวัย 14 นานกว่า 4 ปี
ตำรวจคอมมานโดบุกรวบ “โอ๋” คาสถานีรถไฟกรุงเทพอภิวัฒน์ หลังหนีคดีพรากผู้เยาว์-กระทำชำเราเด็กหญิงวัย 14 นานกว่า 4 ปี พบพฤติกรรมสุดแสบลวงเหยื่อผ่านเฟซบุ๊กก่อนนัดเจอที่แม่สาย ด้านพ่อแม่เหยื่อใจสลายหลังรู้ความจริง
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.4 บก.ปพ. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.,พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ. ได้สั่งการให้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ ร่วมกันจับกุม นายพรเพ็ชร สงวนนามสกุล หรือโอ๋ อายุ 23 ปี
ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “พรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจาร, กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี” ตามหมายจับศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงราย ที่ 9/2563 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2563 โดยสามารถจับกุมได้ที่ บริเวณหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพอภิวัฒน์ แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
พฤติการณ์คดีคือ ผู้ต้องหาได้ติดต่อพูดคุยกับเด็กหญิงเอ (นามสมมุติ) ผู้เสียหาย อายุ 14 ปี ผ่านทางเพจเฟสบุ๊คตั้งแต่วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒ โดยมีการพูดคุยสนิทสนมและชักชวนให้ผู้เสียหายเดินทางไปพบที่บ้านของผู้ต้องหาในพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ต่อมาวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒ เวลาประมาณ ๑๖.๐๐ นาฬิกา ผู้เสียหายได้เดินทางออกจากบ้านพักในอำเภอดอยหลวงไปพบผู้ต้องหาตามคำชักชวน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลและไม่มีเหตุอันสมควร
ภายหลังจากพบกัน ผู้ต้องหาได้พาผู้เสียหายออกไปเที่ยวในพื้นที่อำเภอแม่สายและในระหว่างนั้นผู้ต้องหาได้กระทำชำเราผู้เสียหายจำนวน 2 ครั้ง จนต่อมาวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ผู้ต้องหาได้ติดต่อชักชวนผู้เสียหายให้ไปหาที่บ้านอีกครั้ง ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 เวลาประมาณ 16:00 น. ผู้เสียหายได้เดินทางไปพบผู้ต้องหาตามคำชักชวนอีก โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเช่นเดิมและระหว่างที่ผู้ต้องหาพาผู้เสียหายออกไปเที่ยว ผู้ต้องหาได้กระทำชำเราผู้เสียหายอีกครั้ง
ต่อมานางสาวโสภิดา ซึ่งเป็นมารดาของผู้เสียหายทราบเรื่องที่เกิดขึ้น จึงได้พาผู้เสียหายเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาตามกฎหมายต่อไป
พฤติการณ์มิจฉาชีพ ผู้ต้องหาจะติดต่อเด็กหรือผู้เยาว์ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยเริ่มจากการพูดคุยตีสนิท สอบถามข้อมูลส่วนตัวและแสดงตนในลักษณะน่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความไว้วางใจแก่ผู้เสียหาย โดยเลือกเหยื่อที่มีวุฒิภาวะที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตและทำให้ตายใจ สร้างความเชื่อใจ
ต่อมาจะชักชวนออกไปเที่ยวโดยใช้เหตุผลต่างๆ นาๆ เพื่อให้เหยื่อเชื่อใจ หลังจากผู้เสียหายออกมาตามคำชักชวน จะใช้วิธีการพูดคุยเล้าโลมพาไปในที่ผู้เสียหายไม่สามารถขัดขืนได้เพราะเกิดความไว้ใจ หลังจากนั้นจะกระทำชำเราผู้เสียหาย และจะใช้เล่ห์เหลี่ยมไม่ให้ผู้เสียหายบอกผู้ปกครอง ให้เก็บเป็นความลับ
พฤติการณ์ในการจับกุม กล่าวคือก่อนทำการจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับ (ไม่ประสงค์ออกนามขอรางวัลนำจับ) นายพรเพ็ชรหรือโอ๋ อายุ 23 ปี นั้นมาอยู่บริเวณสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร กำลังจะเดินทางหลบหนีไปยังจังหวัดระยอง จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้นและสั่งการให้ทำการสืบสวนจับกุมตามอำนาจหน้าที่
ต่อมาตามวันเวลาที่จับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้เดินทางไปสืบสวนหาข่าวบริเวณดังกล่าว พบบุคคลมีตำหนิรูปพรรณคล้ายผู้ต้องหาตามหมายจับ จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยการแสดงบัตรข้าราชการตำรวจเพื่อทำการตรวจสอบ จากการตรวจสอบทราบว่าบุคคลดังกล่าวชื่อนายพรเพ็ชรฯ โดยนำบัตรประจำตัวประชาชามาตรวจสอบยืนยันพบว่ามีชื่อตรงกันกับบุคคลตามหมายจับและมีตำหนิรูปพรรณตรงตามหมายจับ สอบถามผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับฉบับนี้จริงและไม่เคยถูกจับในคดีนี้มาก่อน ผู้ต้องหาดูอย่างละเอียดจนทราบและเข้าใจดีแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามกฎหมายให้ผู้ถูกจับกุม/ผู้ต้องหา จากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหามายัง บก.ปพ. จัดทำบันทึกจับกุม และนำตัวส่งศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงราย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
จากการสอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้นให้การ ปกติข้าฯ อยู่ที่จังหวัดสงขลา ต่อมาเมื่อช่วงปี 2562 ข้าฯ ได้ไปช่วยแม่ขายไก่ทอดอยู่ที่จังหวัดเชียงราย และได้คุยกับเด็กหญิงเอ (นามสมมุติ) ไม่ทราบอายุ ผ่านเพจ Facebook คุยกันมาได้ประมาณ 1 เดือน และได้นัดเจอกันที่บริเวณหน้าด่านแม่สาย ข้าฯ ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์พาเด็กหญิงเอ ไปเที่ยวที่ถ้ำขุนน้ำนางนอนและได้มีเพศสัมพันธ์ 1 ครั้ง หลังจากนั้นเด็กหญิงเอ ได้เดินทางกลับบ้าน ต่อมาอีกประมาณ 2 วัน เด็กหญิงเอ ได้เดินทางมาหาข้าฯ อีกครั้ง ข้าฯ ได้พาไปเที่ยวโดยขับขี่รถจักรยานยนต์ไปเที่ยวตามปกติและไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กัน ในวันต่อมาเด็กหญิงเอ ได้เดินทางมาหาข้าฯ ตามคำชักชวนที่บ้านข้าฯ และได้มีเพศสัมพันธ์กัน หลังจากนั้นเด็กหญิงเอ ไม่ยอมกลับบ้าน ข้าฯ จึงได้ไล่ให้กลับบ้านไป ต่อมาอีกวันเด็กหญิงเอ ได้พาพ่อแม่มาหาข้าฯ ที่บ้าน เพื่อเครียปัญหาดังกล่าว เบื้องต้นข้าฯ ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

2026.5.8 “มหาหนึ่ง” แฉยับ! ปม 180 ล้าน “โทน บางแค” ไม่ได้หลอก “มาดามเก่ง” ชี้ตัวละครลับ “ตี๋ตื่น”
หนังคนละม้วน! “มหาหนึ่ง” ออกโรงป้อง “โทน บางแค” ยันไม่ได้หลอก “มาดามเก่ง” ปมหนี้ 180 ล้าน ชี้ตัวละครลับ “ตี๋ตื่น” คนสนิทเป็นคนขายพระให้โทนเองกว่า 90% แถมเป็นคนเคาะราคาประเมินหลักร้อยล้านเหลือหลักสิบล้าน
กรณีมาดามเก่งออกมาระบุว่า ถูกโทนบางแคติดหนี้กว่า 180 ล้านบาท โดยโทนบางแคนำพระ 152 องค์มา วางประกันหนี้ แต่เมื่อนำไปตรวจสอบพบว่า พระองค์ดังกล่าวมูลค่าเพียง 40-50 ล้านบาทนั้น
ล่าสุด นายพบพุทธ อินปัน หรือ มหาหนึ่งพระเครื่องเรื่องสนุก เปิดเผยในรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ยืนยันว่า โทนบางแค ไม่ได้หลอกมาดามเก่ง เนื่องจากคนที่ดูพระให้ก็คือตี๋ตืด ซึ่งเป็นคนสนิทใกล้ชิดมาดามเก่ง และวงในรุ่นแรกๆวงการเซียนพระเขารู้กันหมดว่า ใครเป็นคนตีราคา ราคาเท่าไหร่ ใครเป็นคนซื้อมาจากตรงไหน ได้ผลประโยชน์ตรงไหน กินกาแฟกันตรงไหน เขารู้กันหมด
เมื่อพิธีกรถามถึง คนที่ตีราคาพระชุดนั้น ครั้งแรก 400-500 ล้าน ก็คือตี๋ตื่น ต่อมาตีราคาประเมินเหลือแค่ 40-50 ล้าน ก็คือตี๋ตื่น ใช่หรือไม่ มหาหนึ่ง ระบุว่า ประเมิน 40-50 ล้านเนี่ย ตอนนั้น ราคาพระมันอาจจะไม่ถึง 200 ล้าน อาจจะอยู่แค่ 40-50ล้านก็ได้ แต่มันเป็นพระที่คนทั่วไปไม่มี เป็นพระที่หายาก ตีมูลค่ายาก ซึ่งตี๋ตื่นก็ไปซื้อมาจากผมบ้างก็มีเช่นสุโขทัยผมซื้อมา 15 ล้านผมก็ขายให้ตี๋ตื่น และตี๋ตื่นก็ไปซื้อจากคนอื่น พระพวกนี้ต้องเป็นคนระดับไฮๆมี
เมื่อพิธีกรถามว่า พระ 152 องค์ วางประกันหนี้ 180 ล้าน ส่วนใหญ่โทนบางแคซื้อจากตี๋ตื่นใช่หรือไม่ มหาหนึ่ง ตอบว่า ซื้อมาจากตี๋ตื่นกว่า 90% เลย ซึ่งมองว่า โทนบางแค มันไมได้หลอกมาดามเก่ง โทนบางแคซื้อพระ ตี๋ตื่นได้ขายพระ ตี๋ตื่นก็เอาพระไปให้มาดามเก่ง มาดามเก่งก็กินดอกอยู่แล้ว ต่างคนต่างได้ผลประโยชน์
ส่วนสาเหตุที่มาดามเก่งแจ้งความเอาผิดโทนบางแค มองว่า ตอนนี้ราคาพระไม่ไป และเขาไม่ใช่คนถือพระอยู่แล้ว ได้มาปุ๊ป ก็ให้คนอื่นดู จึงรู้ว่าราคาจริงแค่ 40-50 ล้าน

2026.5.7 รวบ ‘นายหวัง’ โปรแกรมเมอร์จีน แฮกค่ายเกมยักษ์ ฉก Source Code ทำเกมเถื่อน ซุกคอนโดสุขุมวิท
บช.ก.-สตม.ล่าโปรแกรมเมอร์จีน แฮกค่ายเกมยักษ์ ฉก Source Code ทำเกมเถื่อน เสียหาย 9 ล้าน หนีซุกคอนโดหรูกลางกรุง เตรียมผลักดันกลับประเทศ
เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ. พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น รอง ผบก.ปพ.พ.ต.อ.นพรัตน์ คำมาก ผกก.สายตรวจ บก.ปพ. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ บก.สส.สตม. ควบคุมตัว นายหวัง (Mr.Wang) อายุ 34 ปี สัญชาติจีน ซึ่งเป็นบุคคลต้องห้ามตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง โดยมีพฤติการณ์เป็นภัยต่อสังคมและเป็นบุคคลตามหมายจับของทางการจีน ได้ภายในอาคารแห่งหนึ่งย่านถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ
สืบเนื่องจาก ศูนย์ความร่วมมือและบูรณาการการบังคับใช้กฎหมายล้านช้าง-แม่โขง (LMLECC) ประสานข้อมูลมายัง ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ศปชก.บช.ก.) ว่า นายหวัง เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของสาธารณรัฐประชาชนจีน ในความผิดฐาน “เข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับอนุญาต”
จากการสืบสวนพบว่า นายหวัง เป็นโปรแกรมเมอร์ชาวจีนที่ใช้ความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคในทางผิด โดยแฮกเข้าถึงฐานข้อมูลของบริษัทเกมยักษ์ใหญ่ เพื่อโจรกรรม “Source Code” และโครงสร้างสำคัญของระบบ ก่อนนำไปพัฒนาเกมเลียนแบบที่มีลักษณะใกล้เคียงกับต้นฉบับ
นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งบริษัทบังหน้า พร้อมเปิดระบบรับชำระเงินออนไลน์ เพื่อเรียกเก็บเงินจากผู้เล่นที่หลงเชื่อ โดยใช้วิธีตัดราคาไอเท็มเกมให้ต่ำกว่าท้องตลาด เพื่อดึงลูกค้าให้หันมาใช้บริการของตนเอง ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินทางปัญญาและผู้พัฒนาเกมตัวจริง มูลค่าความเสียหายกว่า 1.8 ล้านหยวน หรือประมาณ 9 ล้านบาทไทย
ต่อมาเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า นายหวัง หลบหนีเข้ามากบดานในประเทศไทยในคราบนักท่องเที่ยว และเช่าคอนโดหรูพักอาศัยอยู่กลางกรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่จึงร่วมกันแกะรอยติดตาม ก่อนเข้าควบคุมตัวไว้ได้
เบื้องต้นได้ดำเนินการเพิกถอนสิทธิการพำนักในราชอาณาจักร ก่อนนำตัวส่งห้องกัก กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อเตรียมผลักดันกลับประเทศจีน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

2026.5.6 ไล่ล่าระทึก! สกัดจับ ขบวนการลอบขนต่างด้าวจีน เข้ากรุงเทพฯ
ตำรวจทางหลวงไล่ล่าระทึกกว่า 70 กิโลเมตร สกัดจับขบวนการลักลอบขนต่างด้าวชาวจีนชายแดนสระแก้วเข้าเมืองกรุง
วันที่ 6 พ.ค. พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล. สั่งการ พ.ต.อ.นโรตม์ ยุวบูรณ์ ผกก.3 บก.ทล., พ.ต.ท.กมลภพ หาญเวช สว.ส.ทล.5 กก.3 บก.ทล. นำกำลังจับกุม นายสุทัศน์ อายุ 36 ปี ในความผิดฐาน “ให้ที่พักอาศัย ช่วยเหลือ ซ่อนเร้นคนต่างด้าว”
ไล่ล่าระทึก! สกัดจับ ขบวนการลอบขนต่างด้าวจีน เข้ากรุงเทพฯ
พร้อมจับกุม บุคคลต่างด้าวสัญชาติจีน 6 ราย พร้อมตรวจยึดรถยนต์เอนกประสงค์ 1 คัน โดยจับกุมทั้งหมดได้ที่ริมทางหลวงหมายเลข 359 กม. 7-8 ต.ท่าเกษม อ.เมือง จ.สระแก้ว
สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับ ว่า จะมีการลักลอบเคลื่อนย้ายต่างด้าวชาวจีนจากพื้นที่แนวชายแดน จ.สระแก้ว เข้ามาส่งยังพื้นที่กรุงเทพฯ โดยใช้รถยนต์เอนกประสงค์สีเทาเป็นยานพาหนะ จึงจัดกำลังเฝ้าสังเกตการณ์ตามเส้นทางต่างๆ
กระทั่งพบรถยนต์คันหนึ่งมีลักษณะตรงตามที่สายลับแจ้งขับผ่านเข้ามาในพื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี จึงส่งสัญญาณเรียกให้หยุดรถ แต่ปรากฎว่ารถคันดังกล่าวกลับพยายามเร่งเครื่องหลบหนีไปทาง จ.สระแก้ว เจ้าหน้าที่จึงเร่งเครื่องไล่ติดตามไปเป็นระยะทางกว่า 70 กิโลเมตร ก่อนสามารถสกัดจับนายสุทัศน์ คนขับรถพร้อมต่างด้าวชาวจีนอีก 6 คนได้ดังกล่าว
จากการสอบสวน นายสุทัศน์ ให้การรับสารภาพว่าได้รับการว่าจ้างให้ขับรถพาคนต่างด้าวทั้งหมดจาก ต.หนองสังข์ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ไปส่งที่ กรุงเทพ มหานครจริง โดยได้รับค่าจ้างเที่ยวละ 5,000 บาท กระทั้งมาถูกจับกุมได้ดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ส่ง สภ.เมืองสระแก้ว ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

2026.5.5 รวบ 2 ผู้ต้องหา ฆ่าโหด ‘ยายจุก’ เจ้าแม่เงินกู้เมืองคอน
5 พฤษภาคม 2569 – ตำรวจเมืองคอนคลี่คลายคดีสะเทือนขวัญ รวบ 2 ผู้ต้องหาร่วมกันก่อเหตุสังหาร “ยายจุก” เจ้าแม่เงินกู้ชื่อดังในพื้นที่ อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช หลังใช้เวลารวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และข้อมูลเชิงลึก จนศาลจังหวัดทุ่งสงอนุมัติออกหมายจับในข้อหาร้ายแรง ขณะที่ผู้ต้องหาทั้งสองยังให้การปฏิเสธ
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากกรณีพบศพ นางปราณี คงกุล อายุ 73 ปี หรือ “ยายจุก” เจ้าแม่เงินกู้ในพื้นที่ ถูกคนร้ายไม่ต่ำกว่า 2 คน ลงมือสังหารอย่างโหดเหี้ยม โดยพบบาดแผลถูกฟันเข้าที่ศีรษะและแขนหลายแห่งจนแผลเหวอะหวะ นอนคว่ำหน้าเสียชีวิตอยู่ริมถนนคอนกรีตในพื้นที่หมู่ 5 ต.ควนเกย อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช
ตรวจสอบทรัพย์สินพบว่า เงินสดจำนวนประมาณ 100,000 บาท ที่อยู่ในกระเป๋าของผู้ตายได้สูญหายไป ทำให้ตำรวจตั้งประเด็นสังหารไว้ทั้งเรื่องการชิงทรัพย์ และปมหนี้สินจากกลุ่มลูกหนี้บางรายที่อาจมีความขัดแย้งกับผู้ตาย
ต่อมาตำรวจชุดคลี่คลายคดี นำโดย พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รอง ผบช.ภ.8 รักษาราชการแทน ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช พร้อมกำลังชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช และ สภ.ร่อนพิบูลย์ ได้เร่งแกะรอยคนร้ายอย่างต่อเนื่อง โดยมีการตรวจสอบพยานบุคคล กล้องวงจรปิด รวมถึงหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ จนนำไปสู่การรวบรวมหลักฐานขออนุมัติศาลจังหวัดทุ่งสงออกหมายจับผู้ต้องหา 2 ราย
ศาลจังหวัดทุ่งสงได้อนุมัติหมายจับ นายเจริญยุทธ หรือ “ปึ้ง” อายุ 51 ปี ตามหมายจับเลขที่ 158/2569 ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 และ นายพลพล หรือ “หนุน” เอียดศรี อายุ 54 ปี ตามหมายจับเลขที่ 159/2569 ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ในข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” และ “ร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยใช้อาวุธ”
ภายหลังศาลอนุมัติหมายจับ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังเข้าจับกุมผู้ต้องหาทั้งสอง ก่อนควบคุมตัวมาสอบสวนที่ สภ.ร่อนพิบูลย์ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
อย่างไรก็ตาม ในชั้นสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งสองยังคงให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารนางปราณี หรือ “ยายจุก” แต่อย่างใด
ด้าน พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่มีพยานหลักฐานแน่นหนาทั้งด้านนิติวิทยาศาสตร์และพยานแวดล้อมที่เชื่อมโยงถึงผู้ต้องหาทั้งสองอย่างชัดเจน พร้อมยืนยันว่าตำรวจจะเร่งขยายผลหาผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม หากพบว่ามีบุคคลอื่นร่วมวางแผนหรือสนับสนุนการก่อเหตุ ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป.

2026.4.27 มิน พีชญา ขอบคุณศาลให้ประกันตัว มั่นใจความบริสุทธิ์ตัวเอง เชื่อ ความจริงก็คือความจริง
มิน พีชญา เผยภายหลังได้ประกันตัว ขอบคุณศาลที่ให้ความยุติธรรม มั่นใจในความบริสุทธิ์ของตัวเองมาโดยตลอด เชื่อแม้จะต้องพิสูจน์ตัวเองอีกกี่ครั้ง ความจริงก็คือความจริง ด้านเคลวิน ยันเรื่องนี้ส่งผลกระทบกับครอบครัวมหาศาล ทุกคนพร้อมยืนข้างไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
เมื่อวันที่ 27 เมษายน ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ภายหลังจากที่พนักงานอัยการยื่นฟ้อง นายยุรนันท์ ภมรมนตรี และ นางสาวพีชญา วัฒนามนตรี 2 นักแสดงชื่อดัง จำเลยในคดีฉ้อโกงประชาชนของกลุ่มดิไอคอนกรุ๊ป ต่อมาทนายความของทั้งคู่ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นพิจารณา โดยศาลอาญาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พนักงานอัยการโจทก์เคยมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยทั้งสอง และได้รับการปล่อยตัวไป ต่อมาพนักงานอัยการโจทก์กลับมีคำสั่งฟ้อง จำเลยทั้งสองในมูลแห่งคดีและข้อหาเดียวกันกับคดีดังกล่าว คดีจึงยังมีข้อต่อสู้ อีกทั้งจำเลยทั้งสองมาศาลตามนัด ส่งตัวฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์ที่จะหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ประกอบกับพนักงานอัยการโจทก์ก็ไม่คัดค้านการปล่อยชั่วคราว
ดังนั้นแม้ศาลนี้จะเคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างสอบสวน เมื่อพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ กรณีจึงมีเหตุอันสมควร จึงอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้งสอง ระหว่างพิจารณา แต่เนื่องจากคดีมีผู้เสียหายจำนวนมากและมูลค่าความเสียหายสูง จึงให้มีประกันวงเงินคนละ 1 ล้านบาท โดยให้ทำสัญญาประกันและห้ามจำเลยทั้งสองเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล และให้แจ้ง สตม.ทราบคำสั่งศาลด้วย
ต่อมานางสาวพีชญาให้สัมภาษณ์ว่า รู้สึกดีใจและอยากขอบคุณศาล ทุกคนในกระบวนการยุติธรรมที่ให้โอกาสตนเองได้ออกมาต่อสู้ข้างนอก
นายธนากร แหวกวารี ทนายความส่วนตัว กล่าวต่อว่า เหตุผลที่ศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเนื่องจากว่าไม่มีพฤติการณ์หลบหนีและจำเลยปฏิเสธมาโดยตลอด แม้จะเคยไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมาก่อน ศาลจึงเมตตาให้ออกมาสู้คดีอย่างเต็มที่ ส่วนหลักทรัพย์ทางเราได้ยื่นไปเต็มที่ 3 ล้านบาท แต่ศาลพิจารณาแล้วตีราคาประกันวงเงิน 1 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล และให้มารายงานตัวตามนัด ส่วนก่อนหน้านี้ก็ได้พูดคุยกับตัวนายยุรนันท์ก่อนที่จะเข้ามาพบพนักงานอัยการด้วย
เมื่อถามว่ากรณีคดีนอกราชอาณาจักรที่อยู่ระหว่างการสืบสวน นายธนากรกล่าวว่า ยังไม่เคยได้รับแจ้งข้อกล่าวหาจึงยังไม่ทราบ พร้อมบอกว่าความบริสุทธิ์บางทีก็ต้องใช้เวลา กว่าจะยุติธรรมมาช้าแต่ก็มา
ถามว่าเตรียมหลักฐานใดไว้สู้คดีบ้าง และขั้นตอนหลังจากนี้เป็นอย่างไร นายธนากรกล่าวว่า หลังจากนี้จะมีการตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ซึ่งคดีของเราเป็นคดีที่แตกออกมาจากดิไอคอน เป็นพรีเซ็นเตอร์เข้าไปในช่วงสั้นๆ สำหรับ น.ส.พีชญาเข้ามาในช่วงปี 2566-2567 ส่วนเรื่องการสู้คดีค่อยว่ากันทีหลังตอนนี้ปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนดีกว่า ตนมองว่าไม่น่ามีการนำคดีนี้เข้าไปรวมกับคดีดิไอคอนเดิมเพราะคดีนั้นมีการสืบพยานไปหลายนัดแล้ว ถึงแม้อนาคตจำเลยคดีดิไอคอนจะชนะคดีก็ดีใจด้วยหรือแพ้คดีก็ไม่ส่งผลกับเรา
ด้าน น.ส.พีชญากล่าวต่อว่า จนถึงตอนนี้ตนไม่ได้นิ่งนอนใจ และยืนยันความบริสุทธิ์ใจของตนเองมาโดยตลอด ทั้งนี้อยากให้ทุกฝ่ายได้รับความยุติธรรมเพราะว่าตนเองยึดมั่นและเชื่อในความยุติธรรมของศาล หลังจากนี้ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง ตั้งแต่เกิดเรื่องมา ส่งผลกระทบอย่างหนักตั้งแต่แรก และยืนยันว่าพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการ แม้ว่าจะต้องพิสูจน์ตัวเองอีกกี่ครั้ง ความจริงก็คือความจริง ในส่วนที่ตนเองไม่เกี่ยวข้องตนไม่ทราบจริงๆ เหมือนกับทุกคนและกำลังรอความจริงอยู่เหมือนกัน และตนไม่อยากไปซ้ำเติมใคร เห็นใจทุกฝ่าย แต่ตั้งแต่เรื่องเกิดไม่ได้มีการเคลียร์ใจอะไร เพราะทุกคนขาดการติดต่อไปตั้งแต่วันที่ออกมาแถลงข่าว ทั้งนี้ตนยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับคนอื่นๆ ในคดีนี้ที่เหลืออยู่เลย
ด้านนายเคลวิน ตีรวัฒนานนท์ แฟนของ น.ส.พีชญา กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้กระทบถึงครอบครัว เพื่อน ญาติพี่น้องอย่างมหาศาล อยากฝากข้อความนี้ไปว่า ทางเราเคารพกระบวนการยุติธรรม ในสถานการณ์ที่อาจจะด่วนสรุปหรือกล่าวหาผ่านสิ่งต่างๆ อยากให้ทุกคนทราบว่า คนที่ทุกคนกำลังพูดถึงมีชีวิตของเขา และสิ่งที่กระทบไม่ได้กระทบแค่เขา แต่ไปถึงครอบครัวและสุขภาพร่างกาย และสภาพจิตใจ และทุกคนพร้อมอยู่เคียงข้าง น.ส.พีชญา ไม่ว่าจะต้องเจอกับอะไรก็ตาม

2026.4.23 เจาะคำพิพากษา ‘ทิดแย้ม’ คุก 50 ปี ยักยอกวัดไร่ขิง ปิดคดีอดีตเจ้าคุณมากบารมี สีกาเก็น – ก็ไม่รอดยกก๊วน

จากคดีที่สร้างความสั่นสะเทือนวงการสงฆ์และพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ

เมื่อพระราชาคณะระดับสูงอย่าง ‘เจ้าคุณแย้ม’ หรือพระธรรมวชิรานุวัตร (แย้ม กิตฺตินฺธโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง พระอารามหลวง จ.นครปฐม และเจ้าคณะภาค 14 ต้องสิ้นสุดสมณเพศและก้าวเข้าสู่เรือนจำ

หลังความลับเรื่องการบริหารเงินวัดที่ดูเหมือนโปร่งใสกลับกลายเป็นขบวนการทุจริตที่มีมูลค่านับร้อยล้านบาท

จุดเริ่มต้นของคดีนี้เกิดจากเบาะแสความผิดปกติในการบริหารเงินวัดที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามได้รับมา โดยระบุว่า เจ้าอาวาสมีพฤติกรรมผิดปกติ ด้วยการตระเวนกู้ยืมเงินจากเจ้าอาวาสวัดต่างๆ และนักการเมืองรวมกว่า 300 ล้านบาท อ้างว่าเพื่อพัฒนาวัดไร่ขิง

ทั้งที่ปัจจัยจากจิตศรัทธาของพุทธศาสนิกชนยังหลั่งไหลเข้าสู่วัดไม่ขาดสายทุกเมื่อเชื่อวัน

ตำรวจกองปราบฯ ตัดสินใจส่งสายสืบแฝงตัวเป็นสายบุญเข้าไปตีสนิทคนในวัด กระทั่งได้รับความไว้วางใจให้คอยช่วยเหลืองานต่างๆ ภายในวัด

หลังเฝ้าจับตาสังเกตการณ์ ค่อยๆ เก็บรวบรวมพยานหลักฐานทีละเล็กละน้อยภายในวัดยาวนานถึง 8 เดือน

กระทั่งพบเส้นทางการเงินที่น่าตกใจ

เมื่อเงินจากบัญชีวัดถูกผ่องถ่ายไปยังบัญชีของ น.ส.อรัญญาวรรณ วังทะพันธ์ หรือ ‘สีกาเก็น’ หญิงสาวที่มีสายสัมพันธ์พัวพันกับเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์

จากการตรวจสอบในภายหลังพบยอดโอนพุ่งสูงถึง 847 ล้านบาท โดยมีหลักฐานชิ้นสำคัญเป็น ‘คลิปลับ’ ในห้องน้ำที่สีกาเก็นอัดไว้ข่มขู่เรียกเงินค่าปิดปากจากทิดแย้ม

การตรวจสอบยังพบขบวนการ ‘นอมินี’ ทำหน้าที่บริหารจัดการรายได้ของวัด ได้แก่ นางพชรพร พัศรานุวัตร หรือหมอเตย และสามีที่เป็นพนักงานราชการ พบว่ารายได้จากตู้บริจาค 185 ตู้ และค่าเช่าที่ธรณีสงฆ์ปีละกว่า 100 ล้านบาท ถูกส่งตรงถึง ‘ทิดแย้ม’ เป็นเงินสดโดยไม่ผ่านบัญชีวัดอย่างโปร่งใส

นำไปสู่การกวาดจับล้างบางขบวนการเหลือบพระพุทธศาสนาครั้งใหญ่ของประเทศ ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ส่งตัวทิดแย้มและพวกเข้าเรือนจำ

นอกจากนี้ตำรวจยังได้อายัดรถยนต์หรูในชื่อคนสนิทไว้ได้กว่า 23 คัน

เวลาผ่านไปนานเฉียด 1 ปี ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดฟังคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย 5 ราย ในฐานความผิดร่วมกันทุจริตและประพฤติมิชอบในหน้าที่, สมคบฟอกเงิน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ในวันที่ 15 เมษายน 2569

ประกอบด้วย จำเลยที่ 1 ‘ทิดแย้ม’ นายแย้ม อินทร์กรุงเก่า จำเลยที่ 2 ‘สีกาเก็น’ น.ส.อรัญญาวรรณ วังทะพันธ์ จำเลยที่ 3 ‘หมอเตย’ นางพชรพร พัศรานุวัตร จำเลยที่ 4 ‘จ่าเชน’ นายฉัตรชัย อินทร์มี สามีของหมอเตย และจำเลยที่ 5 ‘ทิดเต้ย’ นายเอกพจน์ ภูฆัง อดีตพระมหาเอกพจน์ อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง

อัยการโจทก์บรรยายฟ้องระบุว่า ขณะเกิดเหตุ ‘ทิดแย้ม’ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง พระอารามหลวง กระทำผิดฐานเบียดบังยักยอกเงินจากบัญชีเงินฝากของวัดรวม 9 บัญชี โดยมีจำเลยที่เหลือเป็นผู้สนับสนุน การกระทำผิดแบ่งเป็น 20 กรรม รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 28 ล้านบาท และร่วมกันสมคบฟอกเงินและฟอกเงินที่ได้จากการกระทำความผิดมูลฐานต่อเนื่องกันหลายปี

โจทก์ยังบรรยายพฤติกรรมขบวนการนี้ว่า ‘ทิดแย้ม’ อาศัยอำนาจเบิกถอนเงิน มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างวัดเบิกถอนหรือโอนเงินจากบัญชีวัดเข้าบัญชีส่วนตัว จากนั้นพวกที่เหลือร่วมกันผ่องถ่ายเงินของวัดเข้าบัญชีกลุ่มจำเลย

โดยมีเส้นทางการเงินปลายทางอยู่ที่บัญชีเงินฝากส่วนตัวของ ‘สีกาเก็น’

ในชั้นศาลตอนแรก ‘ทิดแย้ม’ ให้การปฏิเสธ

แต่สุดท้ายก็ละอายต่อบาปกรรมที่กระทำช่วงอยู่ใน ‘สมณเพศ’ ขอถอนคำให้การเดิมและเปลี่ยนเป็นให้การรับสารภาพตามฟ้อง

ส่วนพวกที่เหลือยังยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ศาลพิจารณาประเด็น ‘ทิดแย้ม’ ในฐานะเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการทรัพย์สิน เบียดบังทรัพย์ของวัดไร่ขิงไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โดยมีจำเลยที่ 2-5 สนับสนุนการกระทำผิดหรือไม่

ในทางไต่สวนพบพฤติการณ์ชัดเจนว่า ‘ทิดแย้ม’ มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างวัดเบิกถอนเงินจากบัญชีวัดแล้วโอนเข้าบัญชีส่วนตัวรวม 20 ครั้ง เป็นเงินกว่า 28 ล้านบาท จากนั้นมีการโอนเงินต่อไปยังบัญชีจำเลยที่ 2-5 หลายครั้ง

การพิจารณาความผิดรายกระทงพบ ‘ทิดแย้ม’ โยกเงินไปให้ ‘สีกาเก็น’ ทั้งโดยตรง และโอนผ่านบัญชีเงินฝากของ ‘หมอเตย’ และ ‘ทิดเต้ย’ โดยมีบัญชีส่วนตัวของ ‘สีกาเก็น’ เป็นปลายทางรับเงินรวม 19 ครั้ง

เป็นเงินกว่า 27 ล้านบาท

แม้ตัว ‘สีกาเก็น’ พยายามให้การอ้างว่าเป็นเงินกู้ยืมจาก ‘ทิดแย้ม’ แต่พยานหลักฐานชี้ชัดว่าสัญญากู้ยืมทำขึ้นภายหลัง เพื่อปกปิดความผิดฐานยักยอกเงินวัด

เมื่อประกอบกับคำรับสารภาพของอดีตท่านเจ้าคุณคนดัง และเส้นทางการเงินที่ปรากฏ รับฟังได้ว่า ‘ทิดแย้ม’ มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 รวม 19 กรรม

ส่วนอีก 3 จำเลย มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิด แบ่งเป็น ‘สีกาเก็น’ 18 กรรม ‘หมอเตย’ 3 กรรม และ ‘ทิดเต้ย’ 2 กรรม

สำหรับ ‘จ่าเชน’ ทางไต่สวนไม่พบหลักฐานว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการกระทำผิดของ ‘ทิดแย้ม’ จึงไม่มีความผิดในส่วนนี้

นอกจากนั้นยังวินิจฉัยประเด็นจำเลยทั้ง 5 ร่วมกันสมคบฟอกเงินและกระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่

โดยศาลพิเคราะห์เห็นว่าการที่ ‘ทิดแย้ม’ กระทำผิดฐานเบียดบังทรัพย์ โดยมี ‘สีกาเก็น’ ‘หมอเตย’ และ ‘ทิดเต้ย’ เป็นผู้สนับสนุนหลายครั้ง มีลักษณะเป็นปกติธุระ

เข้าข่ายความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ มาตรา 3

ผลการไต่สวนพบว่าหลัง ‘ทิดแย้ม’ เบียดบังเงินวัดไร่ขิง ได้โอนเปลี่ยนบัญชี ครอบครอง และใช้ทรัพย์สินร่วมกับ ‘สีกาเก็น’ ‘หมอเตย’ และ ‘ทิดเต้ย’

โดย ‘ทิดแย้ม’ กระทำผิดฐานฟอกเงินเพียงลำพัง 1 กรรม ส่วน ‘สีกาเก็น’ และ ‘หมอเตย’ ร่วมกันสมคบฟอกเงินและกระทำความผิดตามที่สมคบรวม 13 กรรม

ขณะที่ ‘ทิดแย้ม’, ‘สีกาเก็น’, ‘หมอเตย’ ร่วมกันกระทำผิดรวม 3 กรรม นอกจากนั้น ‘ทิดแย้ม’, ‘สีกาเก็น’ และ ‘ทิดเต้ย’ ร่วมกันกระทำผิดรวม 2 กรรม

สำหรับ ‘จ่าเชน’ จำเลยที่ 4 ทางไต่สวนรับฟังไม่ได้ว่าร่วมสมคบฟอกเงิน

ส่วนข้อหาเป็นธุระจัดหาบัญชีเงินฝากและบัตรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีนั้น

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ‘ทิดแย้ม’ สั่งให้ ‘จ่าเชน’ เปิดบัญชีอ้างว่าใช้เก็บเงินส่วนตัวจากกิจนิมนต์แยกจากเงินวัดและจะคืนให้ภายหลัง ‘จ่าเชน’ ไม่ทราบว่าถูกนำไปใช้กระทำความผิด จึงรับฟังไม่ได้ว่ามีความผิดฐานเป็นธุระจัดหาบัญชีตามฟ้อง

ศาลจึงพิพากษาลงโทษ ‘ทิดแย้ม’ ‘สีกาเก็น’ ‘หมอเตย’ และ ‘ทิดเต้ย’ จำเลยที่ 1, 2, 3 และ 5 ตามความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง

ศาลพิจารณาว่าจำเลยที่ 1, 2, 3 และ 5 กระทำผิดหลายกรรมต่างกัน โดย ‘ทิดแย้ม’ จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น รวม 19 กรรม เป็นเงิน 27 ล้านบาทเศษ

‘สีกาเก็น’ จำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว จำนวน 18 กรรม จึงต้องร่วมคืนเงิน 27 ล้านบาทเศษด้วย

‘หมอเตย’ จำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนรวม 3 กรรม จึงต้องร่วมคืนเงิน 2.8 ล้านบาทเศษ

‘ทิดเต้ย’ จำเลยที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนจำนวน 2 กรรม รวมเป็นเงินจำนวน 5.1 ล้านบาท จึงร่วมกันคืนเงินแก่วัดไร่ขิงผู้เสียหาย

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1, 2, 3 และ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 เเละความผิดอื่นๆ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป

ตัดสินลงโทษจำคุก ‘ทิดแย้ม’ มีกำหนด 50 ปี จำคุก ‘สีกาเก็น’ มีกำหนด 50 ปี จำคุก ‘หมอเตย’ มีกำหนด 12 ปี 12 เดือน และจำคุก ‘ทิดเต้ย’ มีกำหนด 8 ปี 8 เดือน

ส่วนจำเลยที่ 4 ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด

ปิดฉากอดีตพระเถระผู้มากบารมี ที่สุดท้ายต้องสิ้นชื่อ เพราะความโลภและการพัวพันกับอบายมุขออนไลน์

คดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ครั้งใหญ่ที่ย้ำเตือนว่า ไม่ว่าจะมีบารมีหรือตำแหน่งสูงส่งเพียงใด

หากใช้ศรัทธาประชาชนไปในทางที่ผิด กฎหมายและบาปกรรมย่อมตามทันในที่สุด

2026.4.21 เปิดคำพิพากษา จำคุก ทิดแย้ม-สีกาเก็น 50 ปี ให้ชำระค่าเสียหาย คืนวัดไร่ขิง กว่า 28 ล้านบ.

เปิดคำพิพากษา คุกทิดแย้ม-สีกาเก็น 50 ปี พร้อมชำระค่าเสียหายคืนวัดไร่ขิง ยกฟ้องจำเลยที่4
เมื่อวันที่ 21 เมษายน ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนเลียบทางรถไฟ ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อท.1444/2568 ระหว่างพนักงานอัยการสำนักอัยการคดีพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามทุจริต 1 เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยคือ นายแย้ม อินทร์กรุงเก่า หรือทิดแย้ม อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง จำเลยที่ 1 น.ส.อรัญญาวรรณ วังทะพันธุ์ หรือสีกาเก็น จำเลยที่ 2 นางพชพร พัศรายุวัตร หรือเตย จำเลยที่ 3 นายฉัตรชัย อินทร์มี จำเลยที่ 4 และนายเอกพจน์ ภูฆัง หรืออดีตพระมหาเอกพจน์ จำเลยที่ 5 เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 147, 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 9, 60 พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 มาตรา 10 และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนเงินจำนวน 28,050,000 บาท

โจทก์ฟ้องว่าขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 45 และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 4 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และไม่มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

ระหว่างวันที่ 15 มีนาคม 2564 ถึงวันที่ 16 กันยายน 2567 จำเลยที่ 1 อาศัยโอกาสที่ตนมีตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง พระอารามหลวง ผู้เสียหาย เบียดบังยักยอกโดยการเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของวัดไร่ขิง พระอารามหลวง ผู้เสียหาย จำนวน 9 บัญชี โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้สนับสนุน จำนวน 20 กรรม รวมเป็นเงิน จำนวน 28,050,000 บาท และจำเลยทั้งห้าได้ร่วมสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินอันได้จากการกระทำความผิดมูลฐานจำนวนหลายครั้งเป็นเวลาหลายปีต่อเนื่องกัน

โดยมีพฤติการณ์ในการกระทำความผิด กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ผู้มีอำนาจเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของวัดไร่ขิง จะมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ของวัดหรือลูกจ้างของวัด เบิกถอนเงินหรือโอนเงินจากบัญชีของวัดเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 จากนั้น จำเลยที่ 2 จะร่วมกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ในการผ่องถ่ายเงินของวัด โดยการโอนเงินจากบัญชีของจำเลยที่ 1 ไปเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 โดยมีเส้นทางการเงินปลายทางคือบัญชีฝากเงินของจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ เมื่อระหว่างวันที่ 21 มีนาคม 2566 ถึงวันที่ 16 กันยายน 2567 เวลากลางวันต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยที่ 4 เป็นธุระจัดหาให้ยืมสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ สาขาอ้อมใหญ่ ชื่อบัญชี นายฉัตรชัย สีเลี้ยง และบัตรกดเงินสด (บัตรเอทีเอ็ม) ซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมรหัสกดเงินของจำเลยที่ 4 มอบให้แก่จำเลยที่ 1 และต่อมาจำเลยที่ 4 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดทางอาญาอื่น

เหตุเกิดที่ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร และแขวงใด เขตใดไม่ปรากฏชัด กรุงเทพมหานคร หลายท้องที่ต่อเนื่องและเกี่ยวพันกัน
ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 147, 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 9, 60 พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 มาตรา 10 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนเงินจำนวน 28,050,000 บาท ที่ได้เบียดบังยักยอกเอาไป ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงฟ้องข้อ 2.40 ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่วัดไร่ขิง พระอารามหลวง ผู้เสียหาย

และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้เรียงติดต่อเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 5972/2568 ของศาลอาญา และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 5 ในคดีนี้เรียงติดต่อเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1578/2568 ของศาลอาญา

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ต่อมาขอถอนคำให้การปฏิเสธ เปลี่ยนเป็นให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดหรือไม่

ทางการไต่สวนได้ความว่า จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของวัดไร่ขิงเป็นผู้เบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของวัดไร่ขิง ผู้เสียหาย และโอนเงินหรือนำฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยที่ 1 จำนวน 20 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 28,050,000 บาท จากนั้นจำเลยที่ 1 โอนเงินไปยังบัญชีของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 หลายครั้ง

แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันกระทำความผิดหรือสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 แต่ในการไต่สวนไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งห้าได้ประชุมร่วมกันเพื่อวางแผนกระทำความผิด

ในการพิจารณาว่าการกระทำใดของจำเลยคนใดเป็นการกระทำความผิด จึงต้องพิจารณาเป็นรายกระทงไป และได้ความว่า บางครั้งจำเลยที่ 1 โอนเงินให้จำเลยที่ 2 โดยตรง และบางครั้งก็โอนเงินผ่านจำเลยที่ 3 และที่ 5 โดยมีบัญชีรับโอนปลายทางคือบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 จำนวน 19 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 27,450,000 บาท

แม้จำเลยที่ 2 จะให้การต่อสู้ว่า เงินที่จำเลยที่ 2 ได้รับโอนจากจำเลยที่ 1 มาจากการที่จำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 แต่จากพยานหลักฐานรับฟังน่าเชื่อว่า สัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยที่ 2 นำมาแสดงทำขึ้นภายหลังเพื่อกลบเกลื่อนการกระทำความผิดฐานยักยอกเงินของวัดไร่ขิงผู้เสียหาย เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

นอกจากนี้ เมื่อระหว่างวันที่ 21 มีนาคม 2566 ถึงวันที่ 16 กันยายน 2567 เวลากลางวันต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยที่ 4 เป็นธุระจัดหาให้ยืมสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ สาขาอ้อมใหญ่ ชื่อบัญชี นายฉัตรชัย สีเลี้ยง และบัตรกดเงินสด (บัตรเอทีเอ็ม) ซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมรหัสกดเงินของจำเลยที่ 4 มอบให้แก่จำเลยที่ 1 และต่อมาจำเลยที่ 4 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดทางอาญาอื่น

เหตุเกิดที่ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร และแขวงใด เขตใดไม่ปรากฏชัด กรุงเทพมหานคร หลายท้องที่ต่อเนื่องและเกี่ยวพันกัน

ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 147, 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 9, 60 พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 มาตรา 10 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนเงินจำนวน 28,050,000 บาท ที่ได้เบียดบังยักยอกเอาไป ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงฟ้องข้อ 2.40 ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่วัดไร่ขิง พระอารามหลวง ผู้เสียหาย

และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้เรียงติดต่อเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 5972/2568 ของศาลอาญา และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 5 ในคดีนี้เรียงติดต่อเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1578/2568 ของศาลอาญา

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ต่อมาขอถอนคำให้การปฏิเสธ เปลี่ยนเป็นให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดหรือไม่

ทางการไต่สวนได้ความว่า จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของวัดไร่ขิงเป็นผู้เบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของวัดไร่ขิงผู้เสียหาย และโอนเงินหรือนำฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยที่ 1 จำนวน 20 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 28,050,000 บาท จากนั้นจำเลยที่ 1 โอนเงินไปยังบัญชีของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 หลายครั้ง

แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันกระทำความผิดหรือสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 แต่ในการไต่สวนไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งห้าได้ประชุมร่วมกันเพื่อวางแผนกระทำความผิด

ในการพิจารณาว่าการกระทำใดของจำเลยคนใดเป็นการกระทำความผิด จึงต้องพิจารณาเป็นรายกระทงไป และได้ความว่า บางครั้งจำเลยที่ 1 โอนเงินให้จำเลยที่ 2 โดยตรง และบางครั้งก็โอนเงินผ่านจำเลยที่ 3 และที่ 5 โดยมีบัญชีรับโอนปลายทางคือบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 จำนวน 19 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 27,450,000 บาท

แม้จำเลยที่ 2 จะให้การต่อสู้ว่า เงินที่จำเลยที่ 2 ได้รับโอนจากจำเลยที่ 1 มาจากการที่จำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 แต่จากพยานหลักฐานรับฟังน่าเชื่อว่า สัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยที่ 2 นำมาแสดงทำขึ้นภายหลังเพื่อกลบเกลื่อนการกระทำความผิดฐานยักยอกเงินของวัดไร่ขิงผู้เสียหาย เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 รวม 19 กรรม

ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มิได้เป็นเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนรวม 18 กรรม จำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนรวม 3 กรรม และจำเลยที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนรวม 2 กรรม

ส่วนจำเลยที่ 4 ในทางการไต่สวนไม่ปรากฏว่ามีส่วนร่วมหรือสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า จำเลยทั้งห้าสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินตามที่ได้สมคบกันหรือไม่

เห็นว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 โดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนหลายครั้งหลายคราว อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จึงเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (5) (18)

ทางการไต่สวนปรากฏว่า หลังจากจำเลยที่ 1 เบียดบังเงินของวัดไร่ขิงผู้เสียหายแล้ว จำเลยที่ 1 ได้โอน เปลี่ยนบัญชี ครอบครอง และใช้ทรัพย์สินนั้น ร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5

โดยจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฟอกเงินเพียงลำพังจำนวน 1 กรรม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดตามที่ได้สมคบกันรวม 13 กรรม จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดรวม 3 กรรม และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ร่วมกันกระทำความผิดรวม 2 กรรม

ส่วนจำเลยที่ 4 ในทางไต่สวนรับฟังไม่ได้ว่าได้ร่วมกันสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินตามที่ได้สมคบกัน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า จำเลยที่ 4 เป็นธุระจัดหาบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใดหรือไม่

ในการไต่สวนได้ความว่า จำเลยที่ 1 สั่งการให้จำเลยที่ 4 ไปพบจำเลยที่ 1 ที่กุฏิ อ้างว่าประสงค์จะได้บัญชีธนาคารพร้อมบัตรกดเงินสดเพื่อใช้เก็บเงินส่วนตัวจากกิจนิมนต์ต่าง ๆ อันเป็นเงินเก็บส่วนตัวไว้ต่างหากจากเงินของวัดไร่ขิง แล้วจะคืนสมุดบัญชีและบัตรกดเงินสดให้ภายหลัง โดยจำเลยที่ 4 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 นำสมุดบัญชีและบัตรกดเงินสดไปใช้ในการกระทำความผิด จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นธุระจัดหาบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยทั้งห้าต้องร่วมกันคืนเงินจำนวน 28,050,000 บาท ให้แก่วัดไร่ขิงหรือไม่ เพียงใด

จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น รวม 19 กรรม เป็นเงิน 27,950,000 บาท

จำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว จำนวน 18 กรรม จึงต้องร่วมคืนเงินจำนวน 27,450,000 บาท

จำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนรวม 3 กรรม จึงต้องร่วมคืนเงินจำนวน 2,850,000 บาท

จำเลยที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนจำนวน 2 กรรม รวมเป็นเงินจำนวน 5,100,000 บาท

จึงต้องร่วมกันคืนเงินแก่วัดไร่ขิง

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) (2) (3),60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86 การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 50 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 12 ปี 12 เดือน

และจำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 8 ปี 8 เดือน ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 27,950,000 บาทและให้จำเลยที่ 2 ร่วมคืนเงินจำนวน 27,450,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 ร่วมคืนเงิน 2,850,000 บาท และให้จำเลยที่ 5 ร่วมคืนเงินจำนวน 5,100,000 บาท แก่วัดไร่ขิง ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้ยก

2026.4.10 วงจรปิดฉีกหน้ากากทรชน แฝงตัวกู้ภัย – อาสาช่วย! ดาราสาว ‘คริสติน’ ป่วยล่วงละเมิด – ถ่ายคลิปซ้ำ

เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นกับคริสติน กุลสตรี มิชารัลสกี้ นางแบบและนักแสดงเชื้อสายลูกครึ่งไทย-จีน-เยอรมัน กลายเป็นคดีอาชญากรรมที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก

x1200

เมื่อเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยรายหนึ่ง ผู้ที่ควรจะเป็น “ผู้ช่วยชีวิต” กลับกลายเป็น “ผู้ฉวยโอกาส” ในวินาทีที่เหยื่อไร้ทางสู้

เรื่องราวของ ‘คริสติน กุลสตรี’ เป็นที่กล่าวขานในวงกว้าง เมื่อเธอโพสต์เล่าในอินสตาแกรมส่วนตัว @gulasatree ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 หลังเข้ารับการรักษาตัวจากอาการเจ็บป่วยที่โรงพยาบาล

โดยเผยประสบการณ์เลวร้ายในชีวิตที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ที่ถูกอาสาสมัครกู้ภัยรายหนึ่งล่วงละเมิดทางเพศ ขณะเข้าช่วยเหลือเธอจากเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพภายในที่พักส่วนตัว

ทำให้มีเหล่าแฟนคลับและผู้คนในโลกโซเชียลต่างเข้าไปให้กำลังใจกันอย่างล้นหลาม

ก่อนที่เช้าวันที่ 1 เมษายน เธอขึ้นโรงพักคลองตัน นำภาพจากกล้องวงจรปิดภายในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งภายในซอยปรีดีพนมยงค์ 45 (สุขุมวิท 71) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ ที่เธออาศัยอยู่ เป็นหลักฐานแจ้งความดำเนินคดีผู้ก่อเหตุ

โดยมี พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคำ ผบก.น.5 และ พ.ต.อ.พิสิษฐ์ มีวิริยกุล ผกก.สน.คลองตัน ร่วมสอบปากคำนานกว่า 4 ชั่วโมง

‘คริสติน กุลสตรี’ ให้การต่อพนักงานสอบสวนอย่างละเอียด โดยเหตุการณ์เริ่มต้นจากเวลาประมาณ 02.00 น. วันที่ 31 มีนาคม ขณะที่เธอกำลังพักผ่อนภายในห้องเพียงลำพัง เกิดมีอาการหายใจไม่ออกและเริ่มมีภาวะแพนิก เนื่องจากผลข้างเคียงจากการรับประทานยา จึงรีบติดต่อขอความช่วยเหลือจากเพื่อน

แต่เนื่องจากระยะทางที่ไกลกัน เพื่อนของเธอจึงประสานงานไปยังหน่วยกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ตำรวจให้รีบเข้าช่วยเหลือเป็นการด่วน

ต่อมา อาสาสมัครกู้ภัยชายคนหนึ่งเดินทางไปถึงพร้อมกับพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำคอนโดมิเนียมที่เธออาศัยอยู่ ภายในซอยปรีดีพนมยงค์ 45 (สุขุมวิท 71) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ

ในขณะนั้น ‘คริสติน กุลสตรี’ อยู่ในสภาพมึนงงจากฤทธิ์ยาและไม่สามารถขยับตัวหรือพูดจาตอบโต้ได้

แต่เธอยังคงมีสติรับรู้เหตุการณ์โดยตลอด พนักงานรักษาความปลอดภัยประจำคอนโดมิเนียมพยายามจะอุ้มเธอลงไปรอรถพยาบาลด้านล่าง แต่อาสาสมัครกู้ภัยคนดังกล่าวกลับยืนกรานให้เธอนอนรออยู่ภายในห้องพักเพียงลำพัง

แต่จังหวะที่พนักงานรักษาความปลอดภัยประจำคอนโดมิเนียมต้องลงไปรับเจ้าหน้าที่ตำรวจเนื่องจากระบบรักษาความปลอดภัยของอาคาร กู้ภัยรายนี้ได้อาศัยช่วงเวลาไม่ถึง 5 นาที ขณะอยู่กับเธอตามลำพัง กระทำการล่วงละเมิดด้วยการถกเสื้อนอนและถอดกางเกงของเธอออก ก่อนจะสัมผัสร่างกายในจุดสงวนหลายครั้งอย่างรุนแรง

นักแสดงสาวยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุ เธอสวมใส่เสื้อยืดกางเกงนอนขายาวตามปกติ ไม่ได้แต่งตัวล่อแหลมแต่อย่างใด

เธอพยายามตั้งสติและแกล้งหลับ เพราะประเมินแล้วว่าร่างกายไม่มีกำลังพอจะต่อสู้ และกังวลเรื่องความปลอดภัยหากคนร้ายใช้ความรุนแรงเพิ่มขึ้น

จนกระทั่งพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำคอนโดมิเนียมและเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับขึ้นมาถึงห้อง คนร้ายรีบจัดเสื้อผ้าให้เธอและอ้างว่าเธอหมดสติไป

ภายหลังจากเข้ารับการรักษาและยืนยันจากแพทย์ว่าการกระทำดังกล่าวไม่ใช่ขั้นตอนทางการแพทย์ที่ถูกต้อง เธอจึงเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

เพราะเชื่อว่าพฤติกรรมดังกล่าวอาจเคยเกิดขึ้นกับผู้อื่นมาก่อน และต้องการปกป้องสิทธิของผู้หญิงที่ต้องใช้ชีวิตตัวคนเดียว

‘คริสติน กุลสตรี’ เปิดเผยด้วยสีหน้าเคร่งเครียดแต่แฝงความเด็ดเดี่ยวว่า แม้สภาพจิตใจในขณะนี้จะยังไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เธอยืนยันที่จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดและเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

โดยระบุว่า ข้อมูลที่โพสต์ลงโซเชียลมีเดียเป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด และเธอมั่นใจว่าจำใบหน้าของกู้ภัยที่ก่อเหตุได้อย่างแม่นยำ

พร้อมยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่รับการไกล่เกลี่ยเป็นเงินทอง

แต่ต้องการให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษจำคุกเท่านั้น

แม้ไร้หลักฐานยืนยันการกระทำความผิดในช่วงเกิดเหตุ แต่คำให้การของเหยื่อสาวสอดคล้องกับภาพที่กล้องวงจรปิดบันทึกไว้ บ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันมากเพียงพอที่จะมัดตัวผู้ก่อเหตุได้อย่างดิ้นไม่หลุด

กระทั่งศาลอาญากรุงเทพใต้อนุมัติหมายตามคำร้องขอจากพนักงานสอบสวน สน.คลองตัน ให้จับกุม นายนิกร เศษหอม อายุ 34 ปี ชาวจันทบุรี ในข้อหา “กระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น”

เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนเข้าจับกุมผู้ต้องหาทันที พร้อมอายัดโทรศัพท์มือถือไว้ตรวจสอบ เพราะเหยื่อสาวให้ข้อมูลว่าสังเกตเห็นผู้ก่อเหตุมีการถ่ายคลิปวิดีโอและภาพนิ่งของเธอไว้ในขณะที่เธอกำลังกึ่งไม่ได้สติ

เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ อ้างไม่ได้ล่วงละเมิดอีกฝ่าย แต่เป็นการทำ CPR ปั๊มหัวใจเพื่อช่วยชีวิต ส่วนการถ่ายภาพเป็นการบันทึกภาพซองยาของผู้ป่วยเพื่อส่งต่อข้อมูลการรักษาเท่านั้น

แต่คำโกหกก็ไม่อาจช่วยให้นายนิกรรอดตัวไปได้ เพราะขัดแย้งกับที่ปรากฏในภาพวงจรปิดอย่างชัดเจน

เริ่มต้นเมื่อเวลา 03.39 น. นายนิกรขี่รถจักรยานยนต์ไปถึงหน้าคอนโดมิเนียมและขึ้นไปด้านบนพร้อมเจ้าหน้าที่นิติบุคคล จากนั้นเวลา 03.50 น. ปรากฏภาพผู้ก่อเหตุอุ้ม ‘คริสติน กุลสตรี’ ออกมาจากห้องพัก แต่กลับอุ้มเธอกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง

สอดคล้องกับคำให้การของนักแสดงสาวที่ระบุว่า เป็นช่วงเวลาที่เธอถูกล่วงละเมิดขณะอยู่กันตามลำพัง

ถัดมาในเวลา 03.55 น. กล้องจับภาพผู้ก่อเหตุเดินออกมาหน้าห้องและหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาใช้งานในลักษณะไถหน้าจอเล่น หลังจากได้ยินเสียงคนเดินใกล้เข้ามา จนกระทั่งเวลา 04.02 น. กลุ่มเพื่อนของนักแสดงสาวรวม 3 คน เดินทางมาถึง และในเวลา 04.04 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สน.คลองตัน เข้าไปอุ้มตัวนักแสดงสาวออกจากห้องเพื่อนำส่งโรงพยาบาล

โดยตัวผู้ก่อเหตุเดินตามลงมาและยกเก้าอี้มาเตรียมให้เธอนั่งพักด้านล่าง เพื่อตบตาและสังเกตการณ์

ภาพหลักฐานจากวงจรปิดชุดนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของผู้ก่อเหตุ ที่ระบุว่าพยายามปั๊มหัวใจช่วยชีวิต

เนื่องจากพบพฤติกรรมพิรุธในการอุ้มผู้ป่วยเข้า-ออกจากห้องโดยไม่มีเหตุอันควร รวมถึงการยืนเล่นโทรศัพท์มือถืออย่างใจเย็นก่อนที่คนอื่นจะมาถึง

เมื่อหลักฐานมัดแน่นขนาดนี้ นายนิกรทำได้เพียงยอมจำนนแต่โดยดี ให้การรับสารภาพว่า เป็นเพียงอดีตอาสากู้ภัยมูลนิธิแห่งหนึ่งใน จ.สระแก้ว เท่านั้น

แม้จะไม่ได้ทำงานอาสาสมัครแล้ว แต่ยังคงมีชื่ออยู่ในไลน์กลุ่มของหน่วยกู้ภัย คอยติดตามข่าวสารต่างๆ

นายนิกรให้การอ้างว่า เมื่อเห็นข้อความขอความช่วยเหลือจึงรีบไปจุดเกิดเหตุหวังให้ความช่วยเหลือ แต่พออยู่กันตามลำพังเพียงสองคน เลยเกิดอารมณ์ชั่ววูบไม่ได้มีเจตนาที่จะล่วงละเมิดตั้งแต่ต้น

นอกจากนี้ยังรับสารภาพเพิ่มเติมว่า เป็นผู้ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพผู้เสียหายไว้ในขณะเกิดเหตุจริง แต่หลังจากเริ่มมีกระแสข่าวโด่งดัง เกิดความกลัวจึงได้รีบลบภาพดังกล่าวออกจากเครื่องทิ้งไป พร้อมอ้างว่าไม่ได้มีการส่งต่อภาพเหล่านั้นให้แก่บุคคลอื่นแต่อย่างใด

แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การทั้งหมด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการทำลายหลักฐานภาพถ่าย พนักงานสอบสวนจะประสานผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบกู้คืนข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหา และตรวจสอบเส้นทางการสื่อสารอย่างละเอียด เพื่อยืนยันว่าไม่มีการเผยแพร่ภาพความเสียหายไปยังที่ใด

พนักงานสอบสวน สน.คลองตันยังสอบปากคำผู้ต้องหาต่อเนื่องตลอดทั้งวันที่ 2 เมษายน เพื่อความละเอียดรัดกุมของสำนวนคดี ก่อนควบคุมตัวส่งฝากขังผลัดแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 3-14 เมษายน ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้

พร้อมยื่นคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูงและเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี

ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้ตามคำร้อง และตลอดทั้งวันไม่ปรากฏว่ามีญาติของนายนิกรมายื่นคำร้องขอประกันตัวสักคน

เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงนำตัวผู้ต้องหาไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครทันที

คดีนี้นับเป็นความกล้าหาญของเหยื่อผู้เสียหายที่ตัดสินใจลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีและสิทธิในร่างกายของตนเอง

หวังเป็นอุทาหรณ์และแรงผลักดันให้สังคมร่วมกันตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของอาสาสมัครกู้ภัย

เพื่อไม่ให้มีเหยื่อรายต่อไปถูกกระทำในลักษณะเดียวกันนี้อีกในอนาคต

2026.3.13 191 ปิดเกมเครือข่ายยานรก สกัดยาบ้า 4 แสนเม็ด ก่อนกระจายชุมชน
191 ปิดเกมเครือข่ายยานรก สกัดกระบะซุกยาบ้า 4 แสนเม็ด พยายามขับหลบหนี คาดหลุดไปได้จะกระจายสู่ลูกค้าในชุมชน
เมื่อวันที่ 13 มี.ค. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ., พ.ต.อ.พิทักษ์ สุทธิกุล, พ.ต.อ.กรกฎ โปชยะวณิช, พ.ต.อ.เด่นหล้า รัตนกิจ, พ.ต.อ.ธนากร อ่อนทองคำ สั่งการให้ พ.ต.อ.เอกภพ ลิขิตธนสมบัติ ผกก.สายตรวจ, พ.ต.ท.วสุเทพ ใจอินทร์, พ.ต.ท.ไพบูลย์ สอโส รอง ผกก.สายตรวจ, พ.ต.ท.ธวัชชัย แจ่มวิธีเลิศ รอง ผกก.สายตรวจ, พ.ต.ท.คณาธิป ก้ำแก้ว รองผกก.ธร.กก.สายตรวจ สนธิกำลังหน่วยข่าวกรองทางทหาร กองทัพบก จับกุมนายไวยวัจน์ อาจหาญ อายุ 40 ปี พร้อมของกลางยาบ้า 4 แสนเม็ด รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ สีน้ำตาล 1 คัน โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง อาวุธปืนลูกโม่ขนาด .22 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืน ขนาด .22 จำนวน 11 นัด รถกระบะ ยี่ห้อฟอร์ด รุ่นเรนเจอร์ สีเทา 1 คัน รถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุ รุ่นดีแมคซ์ สีเทา 1 คัน มูลค่า 14,300,000 บาท โดยจับกุมได้ที่บริเวณถนนหมายเลข 4012 ต.ละหาร อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี
สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากสายลับว่ากลุ่มผู้ต้องหาจะขับรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ สีน้ำตาล ไปรับยาเสพติดในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และจะเดินทางไปส่งให้กับลูกค้าบริเวณพื้นที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ประกอบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสะกดรอยติดตามพบว่า เวลาประมาณ 21.30 น. รถยนต์คันดังกล่าวได้มีการขับรถผิดปกติวิสัยลักษณะมีพิรุธ โดยได้ขับเข้าไปจอดบริเวณถนนริมคลองชลประทาน อ.ปากแพรก จ.พระนครศรีอยุธยา ต่อมาได้ขับออกจากบริเวณพื้นที่ดังกล่าวมุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี จากพฤติกรรมดังกล่าวเจ้าหน้าที่ เชื่อว่ารถยนต์คันดังกล่าวได้เดินทางไปรับยาเสพติด และเชื่อว่ารถเตรียมจะส่งยาเสพติดให้กับลูกค้า เจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองทางทหาร กองทัพบก อีกส่วนหนึ่ง จึงวางกำลังเข้าสังเกตการณ์อยู่บริเวณพื้นที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี
ต่อมาพบรถยนต์คันดังกล่าว ขับขี่มาตามถนนจึงได้แสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจค้น แต่ผู้ต้องหาได้พยายามขับรถหลบหนี และได้ถอยรถตกลงบริเวณข้างทาง จากนั้นเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ได้พร้อมของกลางดังกล่าว จึงแจ้งข้อหาร่วมกันกับพวกที่หลบหนีจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต นำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
2026.3.13 รับตัว “ไอ้อาร์ท” ผู้ต้องหา คดีอุ้มฆ่าผู้จัดการหนุ่ม ลาวส่งตัวกลับไทยดำเนินคดี
เจ้าหน้าที่ตำรวจรับมอบตัว “ไอ้อาร์ท” ว่าที่ร้อยตรี ผู้ต้องหาคดีอุ้มฆ่าผู้จัดการหนุ่ม หลัง ตร.ลาว ส่งตัวให้กลับมาดำเนินคดีในไทย
วันที่ 13 มี.ค.69 เวลา 13.30 น. พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.2 พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ บุญเสริม ผกก.สส.ภ.จว.หนองคาย ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ไพรัช พุกเจริญ ผบก.ตม.4 พ.ต.อ.นพดล รักชาติ ผกก.ตม.จว.หนองคาย พ.ต.ท.ธียาฌพัตท์ รังสิพราหมณกุล รอง ผกก.ตม.จว.หนองคาย พ.ต.ท.อภิชาติ คลธา สว.ตม.หนองคาย พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองหนองคาย ร่วมกันเดินทางจากด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 1 อ.เมืองหนองคาย ไปยังด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพลาว – ไทย แห่งที่ 1 เวียงจันทน์ สปป.ลาว ทำการรับมอบตัว ว่าที่ร้อยตรีภูเมธ เงินศรีชัย หรือ อาร์ท อายุ 48 ปี จากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว
ซึ่งว่าที่ร้อยตรีภูเมธ เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลอาญาที่ 1416/2569 ลงวันที่ 10 มี.ค.2569 ข้อหา “เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดและร่วมกันกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ไม่มีเหตุอันสมควรทำให้เสียหาย เคลื่อนย้าย ทำลายทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งศพส่วนของศพ, ลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ ส่วนของศพเพื่อปิดบังการเกิด การตายหรือเหตุแห่งการตาย, อั่งยี่ ซ่องโจร, ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้นไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป, หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย, ปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม”
กรณีอุ้มฆ่านายรุทธ์ มณีประเสริฐ หรือ “ท๊อป” ผู้จัดการบริษัทนำเข้า และจำหน่ายเครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่งศาลอนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาในคดีนี้ ทำหน้าที่เป็นทีมอุ้มตัวผู้เสียชีวิต รวม 8 คน ในข้อหาร่วมกันข่มขืนใจและกักขังหน่วงเหนี่ยว โดยจับกุมได้ก่อนหน้านี้แล้ว 7 คน ส่วนว่าที่ร้อยตรีภูเมธ มีข้อมูลว่าอาจหลบหนีข้ามชายแดนไปประเทศลาว กระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว จับกุมตัวได้ และประสานส่งกลับไทย
ทั้งนี้ ชุดสืบสวนพร้อมด้วยทีมคุ้มกันความปลอดภัย ได้ควบคุมตัว ว่าที่ร้อยตรีภูเมธ ไปสอบสวนต่อที่ สน.สุทธิสาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

2026.3.13 ออกหมายจับหนุ่มจีน อุ้มฆ่าสาวเพื่อนร่วมชาติ พบศพเปลือยทิ้งคลองริมสวนมะพร้าว
ออกหมายจับหนุ่มจีน อุ้มฆ่าสาวเพื่อนร่วมชาติ พบศพเปลือยทิ้งคลองริมสวนมะพร้าว หลังเจ้าหน้าที่ชุกคลี่คลายคดีลงพื้นที่หาหลักฐาน
วันที่ 13 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า กรณีเมื่อวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา นายจักร (นามสมมติ) อายุ 28 ปี ได้เข้าแจ้งความกับ ร.ต.ท. สัญญา ใจจันทร์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.หนองปรือ จ.ชลบุรี โดยระบุว่า น.ส.จี้ เจิ้งเจียว อายุ 34 ปี สัญชาติจีน ได้ส่งข้อความมาขอความช่วยเหลือ เป็นข้อความสั้นๆ “ช่วยด้วย” เมื่อช่วงเช้าเวลาประมาณ 06.37 น. ของวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา
ซึ่งหลังจากได้รับข้อความพยายามติดต่อกลับหา น.ส.จี้ เจิ้งเจียว แต่ไม่สามารถติดต่อได้ จึงตัดสินใจประสานไปหาแฟนหนุ่มชาวจีน ชื่อว่า นายจาง เซียวเทียน อายุ 31 ปี บินจากประเทศจีน เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน
และขอให้ตำรวจ ช่วยตามหาตัว น.ส.จี้ เจิ้งเจียว เพราะเกรงว่าอาจได้รับอันตราย โดยครั้งสุดท้ายทราบว่า น.ส.จี้ เจิ้งเจียว ไปที่บ้านพลูวิลล่าแห่งหนึ่ง ย่านซอยชัยพฤกษ์ ม.12 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
ล่าสุด พ.ต.อ.ณัฐพล ผ่องสุขสกุล ผกก.สภ.หนองปรือ เปิดเผยว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดคลี่คลายคดีประกอบไปด้วย ชุดสืบสวนจังหวัดชลบุรี ชึดสืบสวน สภ.หนองปรือ เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว รวมทั้ง ตม.จ.ชลบุรี ลงพื้นที่และได้รวบรวมหลักฐานไม่ว่าจะเป็นกล้องวงจรปิด และจากการสอบพยาน
เจ้าหน้าที่สามารถขออำนาจศาลอนุมัติหมายจับ นายจ้าว เทียนฉิง อายุ 29 ปี สัญชาติจีน ได้แล้วในข้อกล่าวหา “หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำตัวประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง หรือต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้นถึงแก่ความตาย และลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งความตาย”

2026.3.13 ตร.ไซเบอร์ทลายโรงงานผลิตน้ำกระท่อมในพื้นที่ชลบุรี!
ตำรวจไซเบอร์บุกตรวจค้นโกดังไม่มีเลขที่ หมู่5 ต.สำนักบก อ.เมือง จ.ชลบุรี ทลายโรงงานผลิตน้ำกระท่อมในพื้นที่ชลบุรี!
เมื่อวันที่ 13 มี.ค. พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พร้อมด้วย . พล.ต.ต.ศรายุทธ จุณณวัตต์ ผบก.สอท.2 สั่งการให้ พ.ต.อ.มนต์ชัย บุญเลิศ ผกก.2 บก.สอท.2 พ.ต.ท.เอกภณ คณุญาพงศ์ รอง ผกก.2 บก.สอท.2 สนธิกำลังเจ้าพนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี ตำรวจไซเบอร์ – ตำรวจชลบุรี นำหมายค้นศาลแขวงชลบุรี ที่ ค.20/2569 ลงวันที่ 12 มี.ค. 2569 เปิดปฏิบัติการบุกทลายโรงงานผลิตน้ำกระท่อมรายใหญ่ในพื้นที่ จ.ชลบุรี
ตร.ไซเบอร์ทลายโรงงานผลิตน้ำกระท่อมในพื้นที่ชลบุรี!
โดยนำกำลังตรวจค้นโกดังไม่มีเลขที่ หมู่5 ต.สำนักบก อ.เมือง จ.ชลบุรี เข้าจับกุมนายรัฐพล เหี่ยวขุนทด อายุ 31 ปี ชาว จ.ชลบุรี นายอติโรจน์ สถาวร อายุ 33 ปี ชาว จ.ชลบุรี นายพีรวัฒน์ ธุระพล อายุ 28 ปี ชาว จ.ฉะเชิงเทรา และคนงานชาวเมียนมาอีก 20 คน พร้อมตรวจยึดของกลาง ใบกระท่อมสด 415 กิโลกรัม ,ยาแก้ไอชนิดน้ำ 724 ขวด ,ยาแก้แพ้ชนิดน้ำ 456 ขวด ,ยาทรามาดอล ไฮโดรคลอไรด์ 250 เม็ด สารกันบูด 24 กิโลกรัม สารแต่งกลิ่น 23 กิโลกรัม ,น้ำกระท่อมบรรจุขวดขนาด 1 ลิตร จำนวน 5,660 ขวด ,ขวดเปล่า 23,856 ใบ หม้อใช้สำหรับต้มน้ำกระท่อม 31 ใบ ,ชุดเตาแก๊ส 33 เตา ,สติกเกอร์ระบุชื่อผลิตภัณฑ์ “S1 SUPER ONE” จำนวนมาก
สืบเนื่องจากตำรวจชุดสืบสวน กก.2 บก.สอท.2 ได้รับการร้องเรียนผ่านระบบออนไลน์ จากชาวบ้านแจ้งข้อมูล มีผู้ลักลอบตั้งโรงงานผลิตน้ำกระท่อมผสมยาแก้ไอ ในพื้นที่อ.เมืองชลบุรี โดยรถขนส่งตระเวนส่งตามร้านค้าทั่วพื้นที่ ซึ่งป็นการมอมเมาเด็กเและยาวชน อีกทั้งหากกินในปริมาณมากอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ตร.ไซเบอร์ทลายโรงงานผลิตน้ำกระท่อมในพื้นที่ชลบุรี!
จึงลงพื้นที่สืบสวนหาข้อมูลจนพบเป้าหมายตั้งอยู่ในย่านชุมชน ปลูกสร้างอาคารเป็นลักษณะโกดังสินค้า มีรั้วกั้นสูงรอบอาคารปกปิดมิดชิด โดยหน้าประตูทางเข้า พบมีการขึ้นป้ายขนาดใหญ่แจ้งประกอบธุรกิจประเภทรีไซเคิล ในลักษณะอำพรางสายตาเจ้าหน้าที่ จึงขออนุมัติหมายค้นศาล ก่อนประประสานกำลังตำรวจ-ฝ่ายปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ร่วมเข้าทำการตรวจค้น โดยพบคนงานชายหญิงกำลังเร่งผลิตน้ำกระท่อมอยู่ภายในโกดัง ก่อนเข้าจับกุมผู้กระทำผิดและยึดของกลางไว้ได้ทั้งหมด
จากการสอบสวนนายอติโรจน์ ให้การว่า ตนและเพื่อนคนไทยอีกสองคนทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลการผลิตน้ำกระท่อมและนำสินค้าที่ผลิตแล้วคอยกระจายส่งขายตามแหล่งร้านค้าต่างๆในพื้นที่ของ จ.ชลบุรี เฉลี่ยวันละ 4,000 ขวด ในราคาขวดละ 35 บาท โดยตนและเพื่อนคนไทยจะได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 18,000 บาท
ส่วนชาวเมียนมาทั้งหมดทำหน้าที่เกี่ยวกับขบวนการผลิตภายในโรงงานตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งโรงงานแห่งนี้ลักลอบเปิดมานานกว่า 1 เดือน โดยมีเจ้าของกิจการชื่อ “เจ้” ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริงเป็นผู้ว่าจ้าง
โดยตำรวจดำเนินคดีท้้งในความผิดฐาน “ร่วมกันชายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาต ตาม พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ,ร่วมกันผ่าฝืนประกาศสาธารณสุข เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ประกอบ
กระทรวงสาธารณสุข ,ร่วมกันฝ่าฝืนประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ ตามพระระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522″
ส่วนคนงานชาวเมียนมาทั้งหมดตรวจสอบแล้วพบว่าได้ลักลอบเข้ามาทำงาน จึงแจ้งข้อหาเพิ่มในความผิดฐาน “เป็นบุคคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงางานอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ และเป็นคนคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยได้รับอนุญาต หรือการ อนุญาตสิ้นสุด หรือถูกเพิกถอน”
2026.3.13 ทลายซุ้มโจรฝั่งธนหลังวัดรวก รวบตัวเอ้ 6 หัวจ่ายปลอมธนบัตรเถื่อน
ทลายหัวจ่าย! บช.น. ป.ป.ส. สนธิกำลังบุกค้น 3 จุด ซุ้มโจรฝั่งธนหลังวัดรวก รวบผู้ต้องหา 6 ราย ไม่เพียงค้ายา แต่แอบผลิตเงินปลอม พร้อมโชว์ติดอาวุธสงครามครบมือ “รองจ๋อ” เตือนชาวฝั่งธน รีบตรวจสอบแบงก์พันในกระเป๋าด่วน
เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 13 มี.ค. 69 พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. รับผิดชอบด้านยาเสพติด พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศอ.ปส.บช.น., สน.บางยี่ขัน, กก.สส.บก.น.8 และ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. เปิดแผนปฏิบัติการ ทลายซุ้มยาเสพติดหลังวัดรวก นำหมายค้นศาลเข้าตรวจค้น 3 จุด จับกุมตัวผู้ต้องหาได้ 6 ราย ในข้อหา “สมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) โดยกระทำเพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต” และแจ้งข้อหาเพิ่มเติมว่า “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย” พร้อมตรวจยึดของกลาง 1.อาวุธปืนเถื่อน 2 กระบอก 2.ธนบัตรปลอม ฉบับละ 1,000 บาท (รอการตัดขอบ) จำนวน 37 ฉบับ 3.เคตามีน จำนวน 6 ถุง น้ำหนักรวม 28 กรัม 4.ยาไอซ์ น้ำหนักรวม 134.74 กรัม 5.ยาบ้า 363 เม็ด 6.รถจักรยานยนต์ที่ขโมยมา จำนวน 1 คัน (อยู่ระหว่างตรวจสอบคืนเจ้าของ) 7.เงินสด จำนวน 34,610 บาท
สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุด ศอ.ปส.บช.น. สน.บางยี่ขัน สนธิกำลังร่วมกับ ป.ป.ส.กทม. แกะรอยเครือข่ายค้ายารายใหญ่ในพื้นที่ฝั่งธนบุรี แต่กลับพบเซอร์ไพร้ส์ ว่า แก๊งนี้ไม่ได้แค่ขายยานรก แต่ยังลักลอบผลิตเงินปลอมส่งต่อความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน จนสร้างความเดือดร้อนทั่วพื้นที่ฝั่งธนบุรี โดยข้อมูลสถิติ ในห้วงเดือน ก.พ. 69 ที่ผ่านมา มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความว่าถูกหลอกใช้ธนบัตรปลอมมาซื้อของ ในพื้นที่ บก.น.7 จำนวนไม่ต่ำกว่า 5 คดี (สำรวจพบเยอะสุดพื้นที่ สน.บางยี่ขัน 3 คดี) และจากการสืบสวนในเบื้องต้นในแต่ละคดี พบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุล้วนเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกัน
พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าวว่า การปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.น. และ ป.ป.ส.ถือเป็นปฏิบัติการตามนโยบายเชิงรุกของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. จากการสืบสวนพบว่ากลุ่มคนร้ายเป็นต้นตอของธนบัตรปลอมฉบับ 1,000 บาท ที่แพร่ระบาดย่านฝั่งธนในห้วงเดือน ม.ค.–ก.พ. 69 ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเดือดร้อนไปทั่วพื้นที่ พ่อค้าแม่ขายในพื้นที่ต้องขายของหลังขดหลังแข็ง แต่ต้องมาขาดทุนโดยไม่รู้ตัวเพราะเผลอทอนเงินให้จากธนบัตรปลอมเหล่านี้ ในส่วนของการสืบสวนคนร้ายกลุ่มนี้เกิดจากความทุ่มเทแรงกายแรงใจกว่าหลายวันของเจ้าหน้าที่ บช.น. และ ป.ป.ส.กทม. จนทำให้สามารถพิสูจน์ทราบคนร้ายได้ทั้งหมด และยังสืบได้ไปถึงรังยาเสพติด อาวุธและผลิตธนบัตรเถื่อน ซึ่งหลบซ่อนอยู่ในชุมชนที่เส้นทางซับซ้อนเหมือนเขาวงกต ขอประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชนฝั่งธนบุรี ขอให้ท่านรีบตรวจสอบธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท ในกระเป๋าของท่าน หากพบว่าเป็นธนบัตรปลอม ขอให้รีบนำไปแจ้งความดำเนินคดี ห้ามนำออกใช้เป็นอันขาด
x1200
2026.3.12 คุมตัว “ชนนพัฒฐ์” ส่งศาลอาญา ขอฝากขัง เจ้าตัวปัดตอบสื่อ บอกสั้นๆ “ขอโทษที”
เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ คุมตัว “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” สส.สงขลา เขต 4 พรรคกล้าธรรม ส่งศาลอาญารัชดาฝากขัง เจ้าตัวบอก ตั้งใจมารายงานตัว “ขอโทษทีต้องขึ้นรถแล้ว”
จากกรณีที่ นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา เขต 4 พรรคกล้าธรรม พร้อมทนายความ เดินทางมาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เพื่อรายงานตัว และรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก ฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นหรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรืออ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่น ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และร่วมกันฟอกเงิน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 เมื่อช่วงเช้าวันนี้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าล่าสุด เวลา 14.10 น. พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 150/2568 นำตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ส่งฝากขังศาลอาญา รัชดาฯ ตามประมวลกฏหมายวิอาญา 134 ประกอบมาตรา71 และ66 พนักงานสอบสวน เห็นควรให้คุมตัวนายชนนพัฒฐ์ ฝากขังเพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม จึงคุมตัวส่งศาลอาญารัชดา ขอฝากขัง โดยดีเอสไอไม่ให้ประกันในชั้นสอบสวน แม้นายชนนพัฒฐ์ จะมีสถานะเป็น สส. แล้ว แต่เนื่องจากยังไม่เปิดสมัยประชุมสภา จึงยังไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง สส.
สำหรับข้อหาฟอกเงิน เว็บพนัน ที่นายชนนพัฒฐ์ ตกเป็นผู้ต้องหา มีโทษสูง 10 ปีขึ้นไป เข้าเกณฑ์ฝากขังได้ 7 ผัด 84วัน
โดย นายชนนพัฒฐ์ เผยสั้น ๆ ว่า ตั้งใจมารายงานตัวตามที่ดีเอสไอเรียก “ขอโทษทีต้องขึ้นรถแล้วครับ”
จากนั้น เวลา 14.30 น. ที่ศาลอาญา ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กระทรวงยุติธรรม พร้อมพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ คุมตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ผู้ต้องหาในคดีร่วมกันจัดให้มีการเล่นหรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรืออ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่น ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และร่วมกันฟอกเงิน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 มาถึงศาลอาญา เพื่อขอฝากขัง
ความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป
2026.3.10 ตั้งรางวัลนำจับ 5 หมื่น นักโทษชายใช้ใบเลื่อยปลดกุญแจมือ หนีออกจาก รพ.
ตำรวจตั้งรางวัลนำจับ 5 หมื่นบาท ผู้แจ้งเบาะแสนักโทษชาย หนีออกจาก รพ.นครพิงค์ ที่เชียงใหม่ พบใช้ใบเลื่อยปลดกุญแจมือ เร่งล่า คาดได้ตัวเร็วๆ นี้
วันที่ 10 มี.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุนักโทษหลบหนีจากโรงพยาบาลนครพิงค์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ช่วงสายวันนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวมารักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาล ทราบชื่อคือ น.ช.จิรวัฒน์ มูลการิน เป็นผู้ต้องขังในคดีลักทรัพย์ มีภูมิลำเนาอยู่ที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
โดยมีรายงานว่าเมื่อช่วงเช้าวันนี้ เจ้าหน้าที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ นำตัว น.ช.จิรวัฒน์ มารักษาตัวที่โรงพยาบาลนครพิงค์ ก่อนที่ น.ช.จิรวัฒน์ จะอาศัยจังหวะใช้เลื่อยตัดกุญแจมือหลบหนีออกไป
หลังรับแจ้งตำรวจ สภ.แม่ริม และ ชุดสืบสวนภูธรจังหวัดเชียงใหม่กระจายกำลังลงพื้นที่ติดตามจับกุม พร้อมกระจายข่าวไปยังทุกพื้นที่ให้ผู้นำชุมชนและประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตาและแจ้งเบาะแส ขณะที่โรงเรียนที่อยู่ใกล้โรงพยาบาลนครพิงค์สั่งปิดประตูเพื่อความปลอดภัย ล่าสุดช่วงเย็นวันนี้ พ.ต.อ.ยุทธการ เมธา ผกก.สภ.แม่ริม เผยว่า อยู่ระหว่างลงพื้นที่ติดตามจับกุม คาดว่าจะได้ตัวเร็ว ๆ นี้
ส่วนสาเหตุที่นักโทษมีโอกาสหลบหนีและอุปกรณ์ใบเลื่อยที่ใช้ปลดกุญแจมือ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์อยู่ระหว่างการสอบสวนข้อมูล พร้อมกับประกาศรางวัลนำจับ 50,000 บาท แก่ผู้แจ้งเบาะแสที่นำไปสู่การจับ น.ช.จิรวัฒน์
2026.3.7 2 โจรอุกอาจฉก Wave 125 ใต้หอพักปทุมฯ นาทีเดียวหนีลอยนวล เจ้าของร่ำไห้เดือดร้อน
2 คนร้ายขี่ PCX ตระเวนลักรถจักรยานยนต์ใต้หอพัก ต.บางพูน อ.เมืองปทุมธานี ใช้เวลาเพียงนาทีเดียวฉก Honda Wave 125 หลบหนี กล้องวงจรปิดจับภาพชัด ด้านเจ้าของรถพนักงานปั๊มน้ำมันสุดช้ำ แจ้งตำรวจเร่งตามล่าคนร้าย
วันที่ 7 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานเหตุการณ์คนร้ายอุกอาจก่อเหตุลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ บริเวณใต้หอพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.บางพูน อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี โดยกล้องวงจรปิดจับภาพพฤติการณ์ได้อย่างชัดเจน พบคนร้ายใช้เวลาเพียงนาทีเศษในการลงมือ
จากหลักฐานภาพวงจรปิด พบคนร้าย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ Honda PCX สีขาว เข้ามายังจุดเกิดเหตุ หนึ่งในนั้นสวมเสื้อฮู้ดและหมวกกันน็อกปกปิดใบหน้า เดินตรงดิ่งไปยังรถเป้าหมายคือ Honda Wave 125 สีเทา ทะเบียนสระบุรี ท่ามกลางบรรยากาศช่วงเช้าที่มีผู้คนพลุกพล่าน แต่คนร้ายกลับไม่มีท่าทีเกรงกลัว ใช้วิธีล้วงเข้าที่ช่องสวิตช์กุญแจก่อนขึ้นคร่อมขับหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว
นางแสงเดือน (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 47 ปี พนักงานปั๊มน้ำมัน เจ้าของรถ เล่าด้วยความเสียใจว่า ปกติจะจอดรถไว้ที่จุดนี้เป็นประจำและล็อกคอรถไว้เสมอ โดยไม่ได้ใช้โซ่หรืออุปกรณ์เสริมอื่นๆ เพราะมั่นใจในระบบรักษาความปลอดภัยของหอพักและกล้องวงจรปิดที่มีอยู่หลายตัว
“ตอนเช้าแฟนจะไปทำงานแล้วเห็นรถหายไป ใจเสียมากค่ะ ไม่คิดว่าจะโดนกับตัวเพราะจอดปนกับรถคันอื่นตั้งเยอะ ตอนนี้เดือดร้อนมากเพราะไม่มีรถใช้ไปทำงาน”
เบื้องต้น ผู้เสียหายได้นำหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ ร.ต.ท.นิธิรุจน์ โรจน์รัตติธรรม รองสารวัตรสอบสวน สภ.ปากคลองรังสิต ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่ไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะใช้หลบหนี เพื่อเร่งนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

2026.3.1 ชายวัย 60 ปี ใช้กรรไกรแทงหญิงวัยเดียวกันเสียชีวิต คาดปมพิษรักแรงหึง
น่าน – เกิดเหตุสะเทือนขวัญในพื้นที่อำเภอภูเพียง จังหวัด จังหวัดน่าน ชายวัย 60 ปี ใช้กรรไกรเป็นอาวุธแทงหญิงวัยเดียวกันเสียชีวิต ภายในบ้านพัก คาดปมพิษรักแรงหึง
เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 21.30 น. ร.ต.อ.พีรพงษ์ สุทธเขต พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรภูเพียง รับแจ้งจากศูนย์วิทยุนครน่าน 191 ว่าเกิดเหตุทะเลาะวิวาทใช้อาวุธมีดทำร้ายร่างกาย ที่บ้านหมู่ 3 ตำบลฝายแก้ว อำเภอภูเพียง มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 ราย
ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียว ภายในห้องนอนติดกับห้องครัวพบรอยเลือดจำนวนมาก และกองเลือดบริเวณปลายเตียง ผู้บาดเจ็บทราบชื่อคือ นางสร (นามสมมุติ) อายุ 60 ปี เจ้าของบ้าน ถูกแทงหลายแห่งตามร่างกาย เจ้าหน้าที่กู้ภัย อบต.ฝายแก้ว เร่งนำส่งโรงพยาบาลภูเพียง
อย่างไรก็ตาม ระหว่างนำส่งโรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบร่องรอยบาดแผลถูกแทงบริเวณหน้าอกและตามร่างกายหลายแห่งกว่า 20 แผล โดยพนักงานสอบสวนจะส่งร่างผู้เสียชีวิตไปชันสูตรอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลน่านอีกครั้ง
จากการสอบถามพยานในที่เกิดเหตุ ทราบว่าผู้ก่อเหตุคือ นายเสริฐ (นามสมมุติ) อายุ 60 ปี ม.3 ต.ฝายแก้ว อ.ภูเพียง จ.น่าน อยู่หมู่บ้านเดียวกัน หลังก่อเหตุได้หลบหนีไป เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนพยายามติดตามตัว แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้
ญาติของผู้ก่อเหตุให้ข้อมูลว่า ก่อนหลบหนี นายประเสริฐได้ตะโกนบอกให้ญาติไปเก็บศพที่สวนในวันรุ่งขึ้น และพบว่าที่ตะกร้าหน้ารถมีเชือกหรือสายไฟสีขาวอยู่ เจ้าหน้าที่จึงเกรงว่าอาจมีความพยายามทำร้ายตนเอง จึงเร่งออกติดตามตามสวนและบ้านญาติใกล้เคียง แต่ยังไม่พบตัว ก่อนยุติการค้นหาในเวลาประมาณ 01.00 น.
เบื้องต้น พนักงานสอบสวนสันนิษฐานว่า สาเหตุอาจมาจากความหึงหวง เนื่องจากผู้ก่อเหตุหลงรักผู้ตาย แต่ฝ่ายหญิงไม่ตอบรับ และเข้าใจว่าผู้ตายมีชายอื่น อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะสอบสวนพยานแวดล้อมและญาติเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง พร้อมเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
หากผู้ใดพบเห็นเบาะแส สามารถแจ้ง 191 หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจใกล้บ้านได้ทันที เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

2026.2.14 วาเลนไทน์เลือด พ่อเฒ่าวัย 78 ปี ฟันยับเมียวัย 77 ปี ก่อนขี่ จยย.ออกจากบ้านชนรถบรรทุกดิน
วาเลนไทน์เลือด พ่อเฒ่าวัย 78 ปี ฟันยับเมียวัย 77 ปี เจ็บสาหัส หลังก่อเหตุขับขี่ จยย.ออกจากบ้านด้วยความเร่งรีบไปชนรถบรรทุกดินอีกตำบลได้รับบาดเจ็บ
เรื่องราวของวาเลนไทน์เลือดรายนี้เกิดขึ้นเมื่อวันวาเลนไทน์วันที่ 14 ก.พ 2569 เวลา11.20 น. นายนพดล แสนสี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1บ้านค่างาม ต.ดอนมูล จ.แพร่ ได้รับแจ้งจากลูกบ้านว่า มีเหตุทำร้ายร่างกาย ที่บ้านหมู่ 1 บ้านค่างาม ต.ดอนมูลหลังรับแจ้งร่วมกับ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ชรบ.จึงไปตรวจสอบบ้านเกิดเหตุ
เมื่อไปถึงบ้านเกิดเหตุ พบผู้บาดเจ็บนอนจมกองเลือดถูกฟันด้วยมีดพร้า ตามร่างกาย หลายแห่ง ทราบชื่อแม่เฒ่าสมบูรณ์ อายุ 77 ปี ส่วนคนที่ทำร้ายแม่เฒ่าสมบูรณ์ คือพ่อเฒ่าวัฒนหาญ อายุ 78 ปีเเละเป็น สามีของผู้บาดเจ็บได้ขับขี่รถจยย.
ออกจากบ้านไปแล้ว และกู้ภัยสูงเม่นนำตัวนางสมบูรณ์ส่งโรงพยาบาล สูงเม่นเนื่องจากอาการสาหัส
ต่อมา ร.ต .อ.ออมสิน สันต์บุรุษ รองสว.สอบสวนสภ.สูงเม่น พนักงานสอบสวนประจำวันได้เดินทางไปสอบสวนและตรวจสอบที่เกิดเหตุ
ขณะที่กำลังตรวจสอบที่ เกิดเหตุได้รับแจ้งว่านายวัฒนหาญ ที่ผู้ก่อเหตุได้ขี่รถ จักรยานยนต์ ออกไปจากบ้านไปประสบอุบัติเหตุ ชนกับรถบรรทุก ที่บ้านหาดลี่ หมู่4 ต.สบสาย กู้ภัยสูงเม่นกำลังไปรับตัวนำตัวส่งรพ.สูงเม่น
นายนพดล แสนสี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่1 บ้านค่างาม กล่าวถึงสาเหตุเบื้องต้นน่าจะเกิดจากนายวัฒนหาญ ผู้ก่อเหตุเป็นโรคอัลไซเมอร์และทะเลาะกันในครอบครัวจากนั้นตำรวจได้เดินทางไปสอบสวนผู้บาดเจ็บที่รพ.สูงเม่นเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

2026.1.23 รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์สายหนึ่ง รับบทโทรขู่เหยื่อ เผยฐานแก๊งคอลมีคนถูกคุมตัวเพียบ
รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์สายหนึ่ง รับบทโทรขู่เหยื่อ โดยมีคนจีนเป็นค่อยคุมการทำงาน เผยสถานที่ตั้งแก๊งคอลมีแรงงานถูกคุมตัวเพียบ ทั้งสมัครใจและไม่สมัครใจ
วันที่ 23 ม.ค. 2569 พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. สั่งการให้ พล.ต.ต.ศรายุทธ จุณณวัตต์ ผบก.สอท.2 พ.ต.อ.ปกรณ์กิตติ์ ธนวรินทร์กุล ผกก.3 บก.สอท.2 นำกำลังพร้อมหมายจับศาลอาญา ที่ 618/2566 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2566 เข้าจับกุม นายกฤษณะ อายุ 24 ปี ชาว จ.ปทุมธานี
ในความผิดฐาน “ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจร ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นโดยทุจริตหรือหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอรืที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน”
สืบเนื่องจาก ตำรวจชุดสืบสวน กก.3 บก.สอท.2 ตรวจสอบพบว่านายกฤษณะ เป็รผู้ต้องหาตามหมายจับ ซึ่งข้ามไปทำงานฝั่งกัมพูชากับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยทำหน้าที่รับบทเป็นตำรวจโทรขู่เหยื่อว่าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำผิดเพื่อให้ตกใจยอมโอนเงิน ได้เดินทางข้ามกลับมาฝั่งไทย โดยกบดานอยู่ที่บ้านพักในพื้นที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ก่อนนำกำลังเข้าจับกุมตัวไว้ได้
จากการสอบสวน นายกฤษณะ ให้การยอมรับว่า เมื่อประมาณต้นปี พ.ศ. 2566 ตนเองได้โพสต์หางานทำผ่านเฟซบุ๊ก จากนั้นได้มีหญิงไม่ทราบชื่อติดต่อมาชักชวนให้ไปทำงานเป็นแอดมินที่เมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา
จึงตกลงและได้เดินทางออกนอกประเทศผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจคนเข้าเมือง เมื่อข้ามไปแล้วได้ถูกนำตัวไปยังหลายพื้นที่ในประเทศกัมพูชา อาทิ เมืองปอยเปต เมืองสีหนุวิลล์ เมืองโอเสม็ด เป็นต้น ก่อนจะทราบภายหลังว่า งานดังกล่าวที่ถูกชักชวนนั้น แท้จริงเป็นการทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์
โดยในสถานที่ตั้งของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาที่ตนทำงานนั้น พบว่ามีแรงงานที่ถูกควบคุมตัวไว้ทั้งผู้สมัครใจและไม่สมัครใจ รวมประมาณกว่า 40–50 คน ขบวนการดังกล่าวมีการแบ่งหน้าที่กันทำเป็นสายต่างๆ เพื่อโทรศัพท์หลอกลวงเหยื่อ
โดยตนเองได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นคอลเซ็นเตอร์สายหนึ่ง คอยโทรศัพท์ไปสร้างความน่าเชื่อถือกับเหยื่อ เพื่อข่มขู่ให้เหยื่อเกิดความหวาดกลัวและหลงเชื่อ ก่อนจะโอนสายต่อให้คนทำหน้าที่สายถัดไป
โดยมีคนจีนเป็นผู้ควบคุมการทำงาน และยังมีผู้ดูแลระบบหลังบ้านด้วย ส่วนตนเองนั้นได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าคอมมิชชันในอัตรา 6 เปอร์เซ็นต์ของเงินที่หลอกลวงได้จากเหยื่อ รวมตลอดระยะเวลา 3 เดือนแล้ว ประมาณ 90,000 – 100,000 บาท กระทั่งมีสภาพจิตใจย่ำแย่จากความเครียดจนเกิดอาการเจ็บป่วย จึงได้เดินทางกลับประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ กระทั่งมาถูกจับกุม

2026.1.22 ออกหมายจับแม่บ้านโหด ฆ่ายายวัย 70 เผยคลั่งไสยศาสตร์ ฟันหน้าสะกดวิญญาณ
ออกหมายจับแม่บ้านโหด ฆ่ายายวัย 70 เผยคลั่งไสยศาสตร์ ฟันหน้าสะกดวิญญาณ พบหลบซ่อนตัวอยู่แนวชายแดนไทย-ลาว แต่ยังไม่ออกนอกประเทศ
เมื่อวันที่ 22 ม.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.พิเชษฐ์ ก้อนแพง สว.(สอบสวน) สน.บึงกุ่ม เดินทางไปยังศาบอาญา รัชดา เพื่อขออำนาจศาลอนุมัติหมายจับ น.ส.บัว หรือ จูน สีหาวง คนร้ายใช้มีดกระหน่ำฟันนายจ้างวัย 70 ปีจนถึงแก่ความตาย
โดยศาลได้อนุมัติหมายจับศาลอาญาที่ 382/69 ลงวันที่22 ม.ค.69 ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
ด้านการสืบสวนติดตามตัวคนร้าย พ.ต.อ.ธัญญพัทธ์ บุญสุข ผกก.สส.บก.น.4 พร้อมชุดสืบสวน บก.สส.บชน. และสน.บึงกุ่ม กำลังติดตามตัวอย่างใกล้ชิด ขณะนี้หลบซ่อนตัวอยู่แนวชายแดนไทย-ลาว แต่ยังไม่ออกนอกประเทศ
จากการสอบถามพยานแวดล้อมทำให้ทราบว่า น.ส.บัว มีอาการทางจิตที่หมกมุ่นไปในทางไสยศาสตร์ ลงมือกระหน่ำฟันที่ใบหน้าจนจำหน้าไม่ได้ เหมือนกับว่าเป็นการสะกดวิญญาณ และได้เตรียมการมาเป็นอย่างดี
ส่วนทรัพย์สินในบ้านยังอยู่ครบ จึงสรุปได้ว่าที่ลงมือก่อเหตุ เนื่องจากความแค้นส่วนตัวเพียงอย่างเดียว

2026.1.10 สตม.บุกจับหนุ่มจีน หนีคดีจากบ้านเกิด เปิดมือถือดูเจอแจ็กพอต ได้ทลายบ่อนโป๊กเกอร์ต่างชาติอีก
สตม.บุกจับหนุ่มจีน หนีคดีจากบ้านเกิด เปิดมือถือดูเจอแจ็กพอต บ่อนโป๊กเกอร์ต่างชาติ เปิดกลางเมืองชลบุรี บุกทลายรวบได้ 9 คน
วันที่ 10 ม.ค.69 พ.ต.อ.สุริยะ พ่วงสมบัติ ผกก.สส.บก.ตม.3 ให้ชุดสืบสวน นำโดย พ.ต.ท.อิธิธร ประเสริฐศักดิ์, พ.ต.ท.ธงไทย ไพเราะ, พ.ต.ต.อานุภาพ ตู้จินดา สว.กก.สส.บก.ตม.3 นำกำลังไปสังเกตการณ์บริเวณพิกัดที่ได้รับทราบเบาะแส การจับกุมหนุ่มจีนเทาชื่อ นายต้าหัว ผู้ต้องหาตามหมายจับของทางการจีน ในคดีลักลอบจำหน่ายแก๊สหัวเราะ และพบแก๊สหัวเราะจำนวนมากในบ้านพัก
ซึ่งจากการจับกุม นายต้าหัว เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลโดยตรวจสอบโทรศัพท์ พบรูปถ่าย และพิกัดที่ตั้งของบ่อนการพนันแห่งหนึ่งกลางเมืองในพื้นที่ จ.ชลบุรี นายต้าหัว ให้การว่า บ่อนดังกล่าวเป็นบ่อนโป๊กเกอร์แบบใช้ชิปแลกเงินสด เป็นบ่อนลอย ย้ายที่ไปเรื่อยๆ ทุกสัปดาห์ โดยนัดหมายกันทางโซเชียลมีเดีย
จากสังเกตการณ์บริเวณพิกัดมีลักษณะเป็นบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่สามชั้น มีรั้วรอบขอบชิด มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด และรั้วลูกกรงแน่นหนา เจ้าหน้าที่จึงได้นำโดรนปฏิบัติการขึ้นบินสังเกตการณ์จนพบว่า บ้านหลังดังกล่าวมีคนอยู่มากกว่า 10 ราย มีชาวต่างชาติคล้ายชาวยุโรป และชาวจีน ปะปนกัน น่าเชื่อว่าจะมีการลักลอบเล่นพนัน
ประกอบกับหากเป็นการเนิ่นช้ากว่าจะนำหมายค้นมาได้ พยานหลักฐานจะถูกโยกย้ายหรือทำลายไปเสียก่อน จึงได้นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษเข้าล็อกตัวคนดูต้นทางและเปิดประตูบุกเข้าตรวจค้นภายในบ่อนดังกล่าว พบผู้ต้องหาชาวต่างชาติ หลายสัญชาติรวมนับสิบราย กำลังเล่นพนันโป๊กเกอร์เอาทรัพย์สินเป็นชิปแลกเงินสดกัน ทำให้ชาวต่างชาติกลุ่มดังกล่าวพยายามเก็บเงินสดและชิปแลกเงินวิ่งกระจัดกระจายไปคนละทิศทาง
เจ้าหน้าที่ต้องไล่ติดตามจับกุมอย่างทุลักทุเล ก่อนจะควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดได้ในเวลาต่อมา เบื้องต้นพบว่า มีชาวต่างชาติ 9 คน แบ่งเป็นชาวฟินแลนด์ 2 คน ชาวเดนมาร์ก 2 คน ชาวอังกฤษ 3 คน ชาวเยอรมัน และชาวจีน อีกสัญชาติละ 1 คน นอกจากนี้ในสถานที่เกิดเหตุยังพบ คนไทย 1 คน รับสารภาพว่าเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันดังกล่าว ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบหนังสือเดินทางพบว่าชาวอังกฤษ 1 ใน 3 รายที่ถูกจับกุม มีสถานะเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด หรือ overstay ก่อนส่งตัวทั้งหมดดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปcrime/news_10092921

评论

发表回复

您的邮箱地址不会被公开。 必填项已用 * 标注

More posts