2026.5.11 บุกทลายโรงงานจีนผลิตพอตเค ในพื้นที่ จ.ชลบุรี ผงะเจอแท่นผลิต-สารเคมี จำนวนมาก
บุกทลายโรงงานจีนผลิตพอตเค ในพื้นที่ จ.ชลบุรี ผงะเจอแท่นผลิต-สารเคมี จำนวนมาก ชาวบ้านตกใจ นึกว่าไม่มีใครอยู่ ไม่มีไฟ ไม่มีคนเข้าออก รวบ 3 ผู้ต้องหา
เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 11 พ.ค.2569 ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ร่วมกับ ตำรวจ ภ.จว.ชลบุรี บุกเข้าร่วมการตรวจสอบ บ้านหรู พื้นที่ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังสืบทราบว่ามีกลุ่มคนจีนลักลอบ กระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ประเภทบุหรี่ไฟฟ้าหัวพอตเค
จากการตรวจสอบเบื้องต้น บ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น มีเนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวา รอบบ้านมีรั้วกำแพงปูนสูง 2 เมตร ปิดลวดฉนวนไฟฟ้ากันขโมยรอบตัวบ้าน เมื่อตำรวจเข้าไปตรวจค้นในตัวบ้าน ถึงกับผงะ เมื่อพบว่า บ้านถูกดัดแปลงเป็น เป็นโรงงานผลิตพอตเค
โดยชั้น 2 ของบ้าน ถูกแยกห้อง ทำเป็นห้องแล็บ พบแท่นผลิตสารผลิตสารเคมี และ หัวพอต บุหรี่ไฟฟ้าพอตเค ภายในบ้านยังพบสารเคมีและถังสารเคมีอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งในขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน 2 (พฐ.) นอกจากนี้ตำรวจยังสามารถควบคุมชายชาวจีน ได้ 3 คน ตำรวจอยู่ในระหว่างการควบคุมตัวเพื่อการสอบสวนขยายผล
ผู้สื่อข่าวสอบถามชาวบ้านในละแวกดังกล่าว พอเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำนวนมากเข้าตรวจสอบบ้านหลังดังกล่าวก็รู้สึกตกใจ พร้อมกับเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า บ้านหลังนี้คิดว่าไม่มีใคร เพราะปิดไฟมืดตลอดเวลา และไม่เคยเห็นใครเข้าออกบ้าน พอเห็นตำรวจมานึกว่ามีเหตุฆ่ากันตาย แต่พอทราบว่าบ้านหลังดังกล่าวถูกดัดแปลงเป็นโรงงานผลิตยาเสพติด ก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แท่นผลิตสารเคมี รวมถึงสารเคมีที่ตรวจได้ ภายในบ้านหลังดังกล่าว พบว่า มีลักษณะเดียวกัน ที่เคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง เข้าตรวจยึด ในพื้นที่บ้านหนองปลาไหล เมื่อช่วง กลางเดือนกุมภาพันธ์ 69 ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นเครือข่ายเดียวกันหรือไม่
2026.5.11 จับแล้ว ขบวนการค้างาช้างแอฟริกา ของกลาง 250 กก. เกือบ 10 ล้านบ. นำเข้าจากเวียดนาม
ปทส. ร่วมกรมอุทยานฯ เปิดปฏิบัติ ‘คชาฆาตปิดปลายงา’ ยึดของกลาง 250 กก. มูลค่าเกือบ 10 ล้านบาท
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 11 พฤษภาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผบก.ปทส., พ.ต.อ.อภิสัณฐ์ ไชยรัตน์ ผกก.5 บก.ปทส. ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช โดยนายสดุดี พันธุ์ภักดี ผู้อำนวยการกองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามสัญญา (CITES) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงผลการปฏิบัติ Operation Broken Ivory “คชาฆาตปิดปลายงา” จับเหล่าแอดมินกลุ่มลับค้างาช้างข้ามชาติ ลุยตรวจค้น 11 จุดทั่วประเทศ รวบผู้ต้องหา 9 ราย พร้อมยึดงาช้างของกลางว่า 250 กก.
พ.ต.ท.ปฐมพงศ์ ทองจำรูญ รอง ผกก.(สอบสวน) กก.5 บก.ปทส. กล่าวว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปทส. ได้สืบสวนการลักลอบซื้อขาย ซากสัตว์ป่า งาช้างและเขี้ยวพะยูน ผิดกฎหมาย ผ่านกลุ่ม Facebook ชื่อ “เขี้ยวงา เครื่องรางจากสัตว์” เจ้าหน้าที่จึงติดต่อทำทีขอซื้องาช้างจากกลุ่มผู้ค้าหลายคน และส่งของที่ได้รับดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์ ยืนยันว่าเป็นงาช้างสายพันธุ์แอฟริกาทั้งหมด ซึ่งจากการสืบสวนพบเครือข่ายนี้เพิ่งเริ่มดำเนินการมาเป็นระยะเวลา 1 ปี มีเงินหมุนเวียนประมาณ 10 ล้านบาท จึงเปิดปฏิบัติการ ทลายเครือข่ายกลุ่มผู้ค้างาช้างผิดกฎหมายกลุ่มนี้
ส่วนงาช้างดังกล่าวพบว่าถูกนำเข้ามาจากประเทศแอฟริกาทางเรือมาลงที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งกลุ่มผู้ต้องหาจะใช้วิธีติดต่อกับชาวเวียดนามที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยให้หางาช้างที่ต้องการให้ ก่อนจะลักลอบนำเข้าผ่านทางเรือโดยช่องทางธรรมชาติตามริมฝั่งแม่น้ำโขง
ต่อมาเมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปทส.นำกำลังเข้าจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ จำนวน 9 ราย ในพื้นที่ 7 จังหวัด สมุทรสาคร อุทัยธานี กำแพงเพชรชุมพร สงขลา ชลบุรี และจันทบุรี
1.น.ส.จินตนา อายุ 52 ปี ถูกจับกุมที่ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร
2.น.ส.ปณิตา อายุ 42 ปี ถูกจับกุมที่ อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร
3.น.ส.สุดารัตน์ อายุ 50 ปี ถูกจับกุมที่ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร
4.นายวังศักดา อายุ 42 ปี ถูกจับกุมที่ อ.หนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี
5.นายนิพัฒน์ อายุ 31 ปี ถูกจับกุมที่ อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร
6.นายทวีศักดิ์ อายุ 41 ปี ถูกจับกุมที่ อ.บางกล่ำ จ.สงขลา
7.นายวรพงศ์ อายุ 51 ปี ถูกจับกุมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
8.นายอัมพร อายุ 49 ปี ถูกจับกุมที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
9.นายบุญส่ง อายุ 54 ปี ถูกจับกุมที่ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี
และตรวจค้น จำนวน 11 จุด ในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร ชุมพร สงขลา ชลบุรี จันทบุรี อุทัยธานี และกำแพงเพชร ตรวจยึดของกลาง จำนวน 13 รายการ ได้แก่ 1.งาช้าง (แบบท่อน) จำนวน 140 กิโลกรัม 2.งาช้าง (แบบหั่นชิ้น) จำนวน 40 กิโลกรัม 3.สร้อยลูกประคำงาช้าง จำนวน 7 กิโลกรัม 4.สร้อยพระงาช้าง จำนวน 5 กิโลกรัม 5.ลูกประคต จำนวน 2 กิโลกรัม 6.ผงงาช้าง จำนวน 5 กิโลกรัม 7.กำไลและหัวเข็มขัด จำนวน 1 กิโลกรัม
8.งาช้างอัดเรซิ่น จำนวน 50 กิโลกรัม 9.มีดงาช้าง/มีดเขากวาง จำนวน 160 ด้าม 10.ชิ้นส่วนหางกระเบน จำนวน 2 กิโลกรัม 11.เครื่องตัด หั่น เจีย เจาะ /สว่าน/เลื่อย จำนวน 20 เครื่อง 12.ตาชั่ง จำนวน 5 เครื่อง 13.ซากเต่ากระ จำนวน 1 ตัว
มูลค่าของกลาง 1 งาช้างและชิ้นส่วนงาช้าง ประมาณ 7.5 ล้านบาท 2.มีดด้ามงาช้าง ประมาณ 2.4 ล้านบาท รวมมูลค่าของกลางทั้งหมด ประมาณ 9.9 ล้านบาท
ในชั้นจับกุมและสอบสวน ผู้ต้องหาทั้ง 9 คนให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ซึ่งหลังจากนี้ตำรวจจะขยายผลไปยังกลุ่มคนเวียดนาม รวมถึงเส้นทางการนำเข้าว่ามีบุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง สำหรับงาช้างดังกล่าวพบว่าเมื่อนำเข้าจะถูกแปรรูปเป็นมีด ลูกประคำ และพระพุทธรูป ซึ่งกลุ่มลูกค้าจะเป็นคนไทยที่มีความเชื่อว่างาช้างเป็นวัตถุมงคล
นายนฤพนธ์ระบุด้วยว่า ตามกฎหมายการครอบครองงาช้าง ในประเทศไทยยังไม่เคยออกใบอนุญาตให้ครอบครองงาช้างแอฟริกา ซึ่งผลการจับกุมในครั้งนี้จะมีการรายงานส่งไปยังไซเตสที่เจนีวา เพื่อที่จะยืนยันว่าประเทศไทยมีความเข้มงวดกวดขันในการกวาดล้างการค้างาช้างที่ผิดกฎหมายตั้งแต่ที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติงาช้าง พ.ศ.2558 โดยอนุญาตให้ครอบครองและซื้อขายเฉพาะ “งาช้างบ้าน” ที่ได้มาอย่างถูกกฎหมายเท่านั้น สำหรับของกลางเหล่านี้จะมีการเก็บรักษาดูแลอยู่ที่กรมอุทยานฯจนกว่าคดีจะสิ้นสุด และหลังจากนั้นจะมีการทำลายงาช้างต่อไป

สยองระยอง! แรงงานเขมรเถื่อนคลั่ง ขวานจามหัวเพื่อนร่วมงานดับคาที่ ก่อนชิงรถนายจ้างหนีลอยนวล เผยรับทำงานเพราะสงสาร แต่กลายเป็นมัจจุราช
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 11 พ.ค. 69 ที่ สภ.สำนักทอง จ.ระยอง เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดระยอง ได้ลงพื้นที่ ทำการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานจากกลุ่มนายจ้าง ของนายหนูผู้ก่อเหตุที่ขับรถกระบะหลบหนีไป
หลังก่อเหตุฆาตกรรมสุดสยอง บริเวณบ้านพักคนงาน หมู่ที่ 2 ต.กระเฉด อ.เมือง จ.ระยอง จึงรุดตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างพรกุศล
ที่เกิดเหตุสุดสลด บริเวณม้านั่งผ้าใบหน้าบ้านพัก พบศพ นายศักดิ์สิทธิ์ หรือ แบงค์อายุ 24 ปี สภาพศพมีบาดแผลฉกรรจ์ถูกฟันด้วยของมีคมที่ศีรษะ เลือดอาบนองพื้น ตรวจสอบบริเวณป่าหญ้าข้างบ้านพบ “ขวาน” เปื้อนเลือดถูกโยนทิ้งไว้ เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน
จากการสอบสวนนายจ้างและเพื่อนร่วมงาน ทราบว่าผู้ก่อเหตุคือ นายหนู อายุ 24 ปี แรงงานชาวกัมพูชาที่ไม่มีเอกสารประจำตัว ซึ่งนายจ้างรับเข้าทำงานด้วยความสงสาร เพราะอ้างว่าถูกตำรวจนำมาปล่อยไว้ โดยพักหลังนายหนูมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ดื่มสุราหนัก จากเดิมเป็นคนร่าเริง ไม่ดื่มเหล้า แต่ระยะหลังเริ่มดื่มจัด
เปิดพฤติกรรมชนวน ปมเหตุในความสงสัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ข้อมูลว่า นายหนู ก่อนก่อเหตุได้ไปเบิกเงินจำนวน 2,000 บาท และใช้หมดในวันเดียว และเคยแอบขับรถไปหาบุคคลที่อ้างว่าเป็น “ผู้การหมี” เพื่อขอเบิกเงินเพิ่ม จนถูกนายจ้างตำหนิ
แนวทางสืบสวนล่าตัวก่อนเกิดเหตุ เพื่อนร่วมงานระบุว่าเห็นผู้ตายนอนคุยโทรศัพท์อยู่ ส่วนนายหนูนั่งอยู่ด้านนอก จนกระทั่งเพื่อนร่วมงานกลับมาก็พบว่านายแบงค์ถูกฆ่าเสียชีวิตแล้ว ส่วนนายหนูได้ขับรถกระบะของนายจ้างหลบหนีไป
ล่าสุด ชุดสืบสวนภูธรจังหวัดระยอง ได้ลงพื้นที่ด่วนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและเร่งสกัดจับรถคันดังกล่าว พร้อมติดตามตัวนายหนูมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
เบื้องต้นคาดว่าสาเหตุมาจากความขัดแย้งส่วนตัว หรืออาการมึนเมาจนขาดสติ
2026.5.11 ผบช.ก. เผยค้นบ้าน หมอดูชื่อดัง อมมังกร พบหลักฐานสำคัญ สั่งสอบปม ‘โน้ส อุดม’ เคยแฉ
ผบช.ก. เผยค้นบ้าน หมอดูชื่อดัง อมมังกรแก้กรรม พบหลักฐานสำคัญ สั่งสอบปม ‘โน้ส อุดม’ เคยแฉ ขอเหยื่อรายอื่นเข้าแจ้งความที่กองปราบ เพื่อดำเนินคดีถึงที่สุด
วันที่ 11 พ.ค. 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เปิดเผยความคืบหน้ากรณี นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด นำผู้เสียหายเข้าร้องเรียนต่อกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) หลังถูกหมอดูชื่อดังในพื้นที่ภาคเหนือกระทำอนาจาร อ้างเป็นการแก้กรรม และมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับสุนัข โดยล่าสุดมีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความเพิ่มเติมอีก 1 ราย รวมเป็น 3 รายแล้ว
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ระบุว่า เมื่อวานนี้ (10 พ.ค.) เจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพัก ซึ่งเปิดเป็นสถานปฏิบัติธรรมของผู้ถูกกล่าวหาใน จ.ลำพูน และจุดเชื่อมโยงอื่นๆ รวม 3 จุด ผลการตรวจค้นพบตัวผู้ถูกกล่าวหาซึ่งให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ยังไม่ได้มีการสอบปากคำในรายละเอียด
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดพยานหลักฐานสำคัญได้หลายรายการ อาทิ ผ้าปูที่นอน และเสื้อผ้า รวมถึงหนังสือประวัติศาสตร์จำนวนมาก เพื่อนำมาประกอบสำนวนคดีตามคำให้การของผู้เสียหาย แต่ยังไม่พบสื่อลามกที่เกี่ยวกับสุนัขในขณะนี้
“ที่เราต้องรีบเข้าค้นเมื่อวานนี้ เพราะเกรงว่าหลักฐานสำคัญจะถูกทำลาย ยืนยันว่ากองปราบฯ ไม่กังวลเรื่องการแทรกแซงจากกลุ่มลูกศิษย์แต่อย่างใด”
ผบช.ก. กล่าวอีกว่า สำหรับขั้นตอนต่อไป พนักงานสอบสวนจะเร่งสอบปากคำผู้เสียหายให้ครบถ้วนเพื่อระบุฐานความผิดที่ชัดเจน ก่อนจะดำเนินการออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหามาสอบสวนตามขั้นตอนกฎหมาย
ผบช.ก. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้ตรวจสอบกรณีที่ “โน้ส อุดม แต้พานิช” เคยบอกเล่าเรื่องราวหมอดูที่มีพฤติกรรมคล้ายคลึงกันบนเวทีเดี่ยวไมโครโฟน ว่าเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบคดีต่อไป
ทั้งนี้ บช.ก. ขอประชาสัมพันธ์หากมีประชาชนรายใดเคยตกเป็นเหยื่อในลักษณะดังกล่าว สามารถเดินทางเข้ามาแจ้งความเพิ่มเติมได้ที่กองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
2026.5.11 “บิ๊กต่อ” เผย ส่งผู้การกองปราบร่วมคดี “หมิงเฉิน ซัน” ตรวจสอบเส้นเงิน
“บิ๊กต่อ” เผย ส่งผู้การกองปราบเข้าร่วมคดี “หมิงเฉิน ซัน” ตรวจสอบเส้นทางการเงิน-ข้อมูลโทรศัพท์ ยังไม่ฟันธงว่าเป็นผู้ก่อการร้ายหรือไม่
จากกรณีที่ พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจจังหวัดชลบุรี มีการขยายผลจากกรณีที่ชาวจีนรถคว่ำจนได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายหน่วยเข้าตรวจค้นบ้านของ นายหมิงเฉิน ซัน อายุ 31 ปี ชาวจีน ใน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จนพบวัตถุระเบิด และอาวุธปืนสงคราม รวมทั้งระเบิดสังหารชนิดกับดักเป็นจำนวนมาก
ด้าน พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เปิดเผยว่า ในเบื้องต้นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เข้าบัญชาการด้วยตนเอง ส่วนทางกองบัญชาการสอบสวนกลาง พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม เข้าร่วมโดยเราจะดูในเรื่องของข้อมูลโทรศัพท์ และเส้นทางการเงิน และตอนนี้มีการมอบหมายแบ่งหน้าที่ กองบังคับการตำรวจภูธรภาค 2 กองบัญชาการตำรวจนครบาล รวมถึงชุดทำงานความมั่นคงของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผบ.ตร. เพื่อที่จะนำจิ๊กซอว์ทั้งหมดมารวมกันก่อนที่จะมาประเมินว่าผู้ต้องหาคนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์อย่างไรกับประเทศไทย ยืนยันว่าเรื่องนี้เราจะไม่ปล่อยไปง่ายๆ ส่วนเรื่องเป็นผู้ก่อการร้ายหรือไม่นั้น ขอตรวจสอบรายละเอียดเบื้องต้นมีข้อมูลบางส่วนแล้วแต่ไม่อยากฟันธง
แต่อย่างไรก็ตามสำนวนคดีดังกล่าวยังไม่มีการโอนมาที่กองบังคับการปราบปราม เพราะ กองบังคับการตำรวจภูธรภาค 2 ยังสามารถดำเนินการได้อยู่
+
2026.5.11 ผบช.ก. ส่ง ผบก.ป. ลุยเช็กเส้นเงิน-โทรศัพท์ หนุ่มจีนซุกซีโฟร์ ไม่ฟันธงเป็นผู้ก่อการร้าย
ผบช.ก. ส่ง ผบก.ป. ลุยเช็กเส้นเงิน-ข้อมูลโทรศัพท์ หนุ่มจีนซุกซีโฟร์ ไม่ฟันธงเป็นผู้ก่อการร้าย ลั่นเรื่องนี้ไม่ปล่อยง่ายๆ
จากกรณีการจับกุมนายหมิงเฉิน ซัน อายุ 31 ปี ชาวจีน ใน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พร้อมอาวุธปืนสงคราม วัตถุระเบิดชนิดแรงทำลายล้างสูง วัตถุระเบิดสังหารบุคคลและระเบิดขว้าง รวม 10 ลูก พร้อมอุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิดและน้ำมันจำนวนมาก
ล่าสุดวันที่ 11 พ.ค. 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เปิดเผยว่า เบื้องต้นทางกองบัญชาการสอบสวนกลางได้ส่ง พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. เข้าร่วมในการติดตาม โดยดูเรื่องของข้อมูลโทรศัพท์ และเส้นทางการเงิน
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวต่อว่า ตอนนี้มีการมอบหมายแบ่งหน้าที่กับตำรวจภูธรภาค 2, กองบัญชาการตำรวจนครบาล รวมถึงชุดทำงานความมั่นคงของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เพื่อนำจิ๊กซอว์ทั้งหมดมารวมกัน ก่อนที่จะมาประเมินว่าผู้ต้องหาคนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์อย่างไร
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวอีกว่า ยืนยันว่าเรื่องนี้เราจะไม่ปล่อยไปง่ายๆ ส่วนเรื่องเป็นผู้ก่อการร้ายหรือไม่นั้น ขอตรวจสอบรายละเอียดเบื้องต้นมีข้อมูลบางส่วนแล้ว แต่ไม่อยากฟันธง สำหรับสำนวนคดีดังกล่าวยังไม่มีการโอนมาที่บก.ป. เพราะตำรวจภูธรภาค 2 ยังสามารถดำเนินการได้อยู่
+
2026.5.10 ด่วน! รวบ “จ่าบอย”ทหารเรือ 1 ในคนจัดหาปืนให้หนุ่ม “หมิงเฉิน ซัน”
ด่วน! รวบแล้ว “จ่าบอย” 1 ในทหารเรือตัวการจัดหาปืนให้ทุนจีน “หมิงเฉิน ซัน” เร่งล่า “จ่าแหบ” อีกราย-สั่งเพิกถอนวีซ่าสาวไต้หวัน
วันที่ 10 พ.ค.2569 ความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม นายหมิงเฉิน ซัน อายุ 31 ปี สัญชาติจีน และ นางสาว A, YU-HSIN อายุ 33 ปี สัญชาติไต้หวัน หลังประสบอุบัติเหตุขับรถเก๋งพลิกคว่ำในพื้นที่ สภ.นาจอมเทียน โดยระหว่างตรวจสอบภายในรถ เจ้าหน้าที่พบอาวุธปืนพร้อมแม็กกาซีน จึงขยายผลเข้าตรวจค้นบ้านพักภายในซอยห้วยใหญ่
โดยพบอาวุธปืนสงคราม วัตถุระเบิดชนิดแรงทำลายล้างสูง วัตถุระเบิดสังหารบุคคลและระเบิดขว้าง รวมจำนวน 10 ลูก ตลอดจนอุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิดและน้ำมันจำนวนมาก จึงตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องหาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเมื่อคืนเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นาจอมเทียน ได้ควบคุมตัวนายหมิงเฉิน ซัน หลังสอบสวนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ก่อนนำตัวไปฝากขังที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพัทยา โดยพบว่ามีการอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัดและต้องกินยาประจำตัวตลอดเวลา
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพัทยาที่ควบคุมตัว นายหมิงเฉิน ซัน อายุ 31 ปี สัญชาติจีน โดยควบคุมตัวสอบสวนในห้อง ศปก.ตม.จว.ชลบุรี มีตำรวจ หน่วยทหาร เฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความตึงเครียด มีการพูดคุย กับ นายหมิงเฉิน ซัน ตลอดเวลา เพื่อสอบถามข้อมูลต่างๆที่มาของอาวุธ และ วัตถุประสงค์ในการเก็บอาวุธ แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือมากนัก
ในขณะเดียวกันที่ สภ.นาจอมเทียน เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว นางสาว A, YU-HSIN อายุ 33 ปี สัญชาติไต้หวัน ที่นั่งรถมากับ นายหมิงเฉิน ซัน คนจีน ตอนประสบ อุบัติเหตุ
เบื้องต้นจากการสอบสวนไม่ได้ข้อมูลมากนัก ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องอาวุธสงครามหรือไม่ แต่ทางเจ้าหน้าที่ ตม.พัทยา ได้สั่งเพิกถอนวีซ่าผู้หญิงไต้หวัน ไปก่อนล่วงหน้าแล้ว ก่อนนำตัวมาฝากขังที่สภ.นาจอมเทียน
ส่วนทางด้านเจ้าหน้าที่ชุดทำงานได้ลงพื้นที่บริเวณสัตหีบ ติดตามตัวเจ้าหน้าที่ทหารอีก 2 นาย ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายปืน หลังเมื่อวานได้คุมตัว นายคเชนทร์ ครูฝึกยิงปืนสนามพัทยา พ.จ.อ.เมธี งกัดกองทัพเรือ และ นายจำลอง อายุ 51 ปี เจ้าของบัญชี และเป็นผู้ส่งมอบปืนให้ชาวจีนมาสอบสวน โดยทราบว่ายังมีคนร่วมขบวนการอีก 2 คน คือ จ่าแหบ และ จ่าบอย ซึ่งอยู่ในระหว่างการติดตามตัวมาสอบสวน
สำหรับ ไทม์ไลน์ การซื้อปืน นั้นทาง นายคเชนทร์ ครูฝึกยิงปืน ได้ประสาน พ.จ.อ.เมธี สังกัดกองทัพเรือ เพื่อสอบถามว่ามีปืนขายไหม คนจีนสนใจ ทาง พ.จ.อ.เมธี สังกัดกองทัพเรือ ติดต่อไปทางจ่าแหบ เพื่อถามซื้อปืน จากนั้นทาง จ่าแหบ ได้ ติดต่อไปทาง จ่าบอย เพื่อนำปืนออกมาให้ โดยทางนายจำลอง เป็นเพียง เอาบัญชี มาใช้โอนเงิน เท่านั้น
ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้นำตัว “จ่าบอย” ผู้จัดหาปืน ให้กับชาวจีนมาสอบสวน เพิ่มขึ้นอีก 1 คน โดยนำตัวมาสอบสวน ที่ สภ.นาจอมเทียน
2026.5.9 สืบ ตม.3 รวบตัวการใหญ่! รวบมาเฟียการเงินแดนมังกร ฟอกเงินธนาคาร! เสียหายทะลุหมื่นล้าน
สืบ ตม.3 รวบตัวการใหญ่! รวบมาเฟียการเงินแดนมังกร ฟอกเงินธนาคาร! เสียหายทะลุหมื่นล้าน
กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 (บก.ตม.3) โชว์ผลงานชิ้นโบแดง เดินหน้ากวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ ตามนโยบายเข้มของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ที่สั่งการให้ “X-ray” พื้นที่เป้าหมายทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นแหล่งกบดานของมิจฉาชีพสากล
ปฏิบัติการ “ล้มยักษ์ฟอกเงิน”
ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 .ต.อ.เดโช โสสุวรรณากุล รอง ผบก.ตม.3 , พ.ต.อ.ชินวุฒิ ตั้งวงษ์เลิศ รอง ผบก.ตม.3 และ พ.ต.อ.สุทธิพงษ์ พุทธิพงษ์ รอง ผบก.อก.บช.น. ช่วยราชการ บก.ตม.3 ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.สุริยะ พ่วงสมบัติ ผกก.สส.บก.ตม.3 นำกำลังชุดสืบสวนเข้าแกะรอยจับกุม MR.CHEN TAO ผู้ต้องหาคนสำคัญที่ทางการสาธารณรัฐประชาชนจีนต้องการตัวมากที่สุดในขณะนี้
นำโดย พ.ต.ท.รัฐไกร ประยูรศร รอง ผกก.สส.บก.ตม.3 และ พ.ต.ท.เดรินิว มิ่งเมือง สว.กก.สส.บก.ตม.3 พร้อมกำลังชุดสืบสวน เร่งแกะรอย หลังจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ประสานให้จับกุมผู้ต้องหาคนสำคัญที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ต้องการตัวเป็นอย่างมาก ซึ่งคือ MR.CHEN TAO ซึ่งได้กระทำความผิดฐานอำพรางและปกปิดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด” ถูกออกหมายจับกระทรวงสาธารณะเมืองหลานโจว มูลค่าความเสียหายประมาณ 3,222 ล้านหยวน (1.6 หมื่นล้านบาท) โดย MR.CHEN TAO อยู่ในกระบวนการฉ้แโกงเงินจากธนาคาร Lanzhou Bank และโอนผ่านบริษัทบังหน้าเพื่อฟอกเงิน
ซึ่งเจ้าหน้าที่สืบสวน ตม.3 ได้สืบสวนติดตามพบว่าผู้ต้องหา เดินทางเข้าประเทศไทย เมื่อวันที่ 11 พ.ย.68 ประเภทวีซ่า PE ซึ่ง MR.CHEN TAO ได้แจ้งที่พักอาศัยเพื่อปกปิดที่พักอาศัยที่แท้จริงไว้เป็นทำนวนหลายแห่ง
กระทั่งวันที่ 8 พ.ค.69 เจ้าหน้าที่สืบสวน ตม.3 ได้จับกุมตัว MR.CHEN TAO ได้ที่คอนโดแห่งหนึ่งย่านรามคำแหง ดย เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.3 ได้แจ้งคำสั่งเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร (เพิกถอนวีซ่า) เนื่องจาก เข้าลักษณะคนต่างด้าวที่เป็นบุคคลต้องห้าม มีพฤติการณ์ว่าเป็นภัยต่อสังคมฯ ตามกฎหมายคนเข้าเมือง
ซึ่ง MR.CHEN TAO ได้ให้ผู้อื่นเป็นผู้เช่าห้องพักดังกล่าว เพื่อปิดบังตัวตน ซึ่งขณะจับกุมเจ้าหน้าที่ได้พบ หนังสือเดินทางอีกเล่มของ MR.CHEN TAO ซึ่งเป็นหนังสือเดินทางสัญชาติ VANUATU หมายเลขหนังสือเดินทาง RV0202458 ซึ่งคาดว่านำไว้ใช้ในการปิดบังตัวตน เพราะว่า MR.CHEN TAO ได้ถูก สาธารณรัฐประชาชนจีน ยกเลิกหนังสือเดินทางสัญชาติจีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่ง MR.CHEN TAO เป็นสมาชิกหลัก (แกนนำ) ที่คอยสั่งการปฏิบัติงานโดยตรงทั้งในและต่างประเทศ
สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ยืนยันเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง และจะไม่ยินยอมให้ประเทศไทยเป็นแหล่งหลบซ่อนของผู้กระทำความผิด เพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนต่อไป
2026.5.9 ตำรวจคอมมานโดบุกรวบ “โอ๋” คาสถานีรถไฟกรุงเทพฯ หลังหนีคดีพรากผู้เยาว์-กระทำชำเราเด็กหญิงวัย 14 นานกว่า 4 ปี
ตำรวจคอมมานโดบุกรวบ “โอ๋” คาสถานีรถไฟกรุงเทพอภิวัฒน์ หลังหนีคดีพรากผู้เยาว์-กระทำชำเราเด็กหญิงวัย 14 นานกว่า 4 ปี พบพฤติกรรมสุดแสบลวงเหยื่อผ่านเฟซบุ๊กก่อนนัดเจอที่แม่สาย ด้านพ่อแม่เหยื่อใจสลายหลังรู้ความจริง
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.4 บก.ปพ. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.,พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ. ได้สั่งการให้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ ร่วมกันจับกุม นายพรเพ็ชร สงวนนามสกุล หรือโอ๋ อายุ 23 ปี
ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “พรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจาร, กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี” ตามหมายจับศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงราย ที่ 9/2563 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2563 โดยสามารถจับกุมได้ที่ บริเวณหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพอภิวัฒน์ แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
พฤติการณ์คดีคือ ผู้ต้องหาได้ติดต่อพูดคุยกับเด็กหญิงเอ (นามสมมุติ) ผู้เสียหาย อายุ 14 ปี ผ่านทางเพจเฟสบุ๊คตั้งแต่วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒ โดยมีการพูดคุยสนิทสนมและชักชวนให้ผู้เสียหายเดินทางไปพบที่บ้านของผู้ต้องหาในพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ต่อมาวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒ เวลาประมาณ ๑๖.๐๐ นาฬิกา ผู้เสียหายได้เดินทางออกจากบ้านพักในอำเภอดอยหลวงไปพบผู้ต้องหาตามคำชักชวน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลและไม่มีเหตุอันสมควร
ภายหลังจากพบกัน ผู้ต้องหาได้พาผู้เสียหายออกไปเที่ยวในพื้นที่อำเภอแม่สายและในระหว่างนั้นผู้ต้องหาได้กระทำชำเราผู้เสียหายจำนวน 2 ครั้ง จนต่อมาวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ผู้ต้องหาได้ติดต่อชักชวนผู้เสียหายให้ไปหาที่บ้านอีกครั้ง ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 เวลาประมาณ 16:00 น. ผู้เสียหายได้เดินทางไปพบผู้ต้องหาตามคำชักชวนอีก โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเช่นเดิมและระหว่างที่ผู้ต้องหาพาผู้เสียหายออกไปเที่ยว ผู้ต้องหาได้กระทำชำเราผู้เสียหายอีกครั้ง
ต่อมานางสาวโสภิดา ซึ่งเป็นมารดาของผู้เสียหายทราบเรื่องที่เกิดขึ้น จึงได้พาผู้เสียหายเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาตามกฎหมายต่อไป
พฤติการณ์มิจฉาชีพ ผู้ต้องหาจะติดต่อเด็กหรือผู้เยาว์ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยเริ่มจากการพูดคุยตีสนิท สอบถามข้อมูลส่วนตัวและแสดงตนในลักษณะน่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความไว้วางใจแก่ผู้เสียหาย โดยเลือกเหยื่อที่มีวุฒิภาวะที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตและทำให้ตายใจ สร้างความเชื่อใจ
ต่อมาจะชักชวนออกไปเที่ยวโดยใช้เหตุผลต่างๆ นาๆ เพื่อให้เหยื่อเชื่อใจ หลังจากผู้เสียหายออกมาตามคำชักชวน จะใช้วิธีการพูดคุยเล้าโลมพาไปในที่ผู้เสียหายไม่สามารถขัดขืนได้เพราะเกิดความไว้ใจ หลังจากนั้นจะกระทำชำเราผู้เสียหาย และจะใช้เล่ห์เหลี่ยมไม่ให้ผู้เสียหายบอกผู้ปกครอง ให้เก็บเป็นความลับ
พฤติการณ์ในการจับกุม กล่าวคือก่อนทำการจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับ (ไม่ประสงค์ออกนามขอรางวัลนำจับ) นายพรเพ็ชรหรือโอ๋ อายุ 23 ปี นั้นมาอยู่บริเวณสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร กำลังจะเดินทางหลบหนีไปยังจังหวัดระยอง จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้นและสั่งการให้ทำการสืบสวนจับกุมตามอำนาจหน้าที่
ต่อมาตามวันเวลาที่จับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้เดินทางไปสืบสวนหาข่าวบริเวณดังกล่าว พบบุคคลมีตำหนิรูปพรรณคล้ายผู้ต้องหาตามหมายจับ จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยการแสดงบัตรข้าราชการตำรวจเพื่อทำการตรวจสอบ จากการตรวจสอบทราบว่าบุคคลดังกล่าวชื่อนายพรเพ็ชรฯ โดยนำบัตรประจำตัวประชาชามาตรวจสอบยืนยันพบว่ามีชื่อตรงกันกับบุคคลตามหมายจับและมีตำหนิรูปพรรณตรงตามหมายจับ สอบถามผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับฉบับนี้จริงและไม่เคยถูกจับในคดีนี้มาก่อน ผู้ต้องหาดูอย่างละเอียดจนทราบและเข้าใจดีแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามกฎหมายให้ผู้ถูกจับกุม/ผู้ต้องหา จากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหามายัง บก.ปพ. จัดทำบันทึกจับกุม และนำตัวส่งศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงราย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
จากการสอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้นให้การ ปกติข้าฯ อยู่ที่จังหวัดสงขลา ต่อมาเมื่อช่วงปี 2562 ข้าฯ ได้ไปช่วยแม่ขายไก่ทอดอยู่ที่จังหวัดเชียงราย และได้คุยกับเด็กหญิงเอ (นามสมมุติ) ไม่ทราบอายุ ผ่านเพจ Facebook คุยกันมาได้ประมาณ 1 เดือน และได้นัดเจอกันที่บริเวณหน้าด่านแม่สาย ข้าฯ ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์พาเด็กหญิงเอ ไปเที่ยวที่ถ้ำขุนน้ำนางนอนและได้มีเพศสัมพันธ์ 1 ครั้ง หลังจากนั้นเด็กหญิงเอ ได้เดินทางกลับบ้าน ต่อมาอีกประมาณ 2 วัน เด็กหญิงเอ ได้เดินทางมาหาข้าฯ อีกครั้ง ข้าฯ ได้พาไปเที่ยวโดยขับขี่รถจักรยานยนต์ไปเที่ยวตามปกติและไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กัน ในวันต่อมาเด็กหญิงเอ ได้เดินทางมาหาข้าฯ ตามคำชักชวนที่บ้านข้าฯ และได้มีเพศสัมพันธ์กัน หลังจากนั้นเด็กหญิงเอ ไม่ยอมกลับบ้าน ข้าฯ จึงได้ไล่ให้กลับบ้านไป ต่อมาอีกวันเด็กหญิงเอ ได้พาพ่อแม่มาหาข้าฯ ที่บ้าน เพื่อเครียปัญหาดังกล่าว เบื้องต้นข้าฯ ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
2026.5.8 “มหาหนึ่ง” แฉยับ! ปม 180 ล้าน “โทน บางแค” ไม่ได้หลอก “มาดามเก่ง” ชี้ตัวละครลับ “ตี๋ตื่น”
หนังคนละม้วน! “มหาหนึ่ง” ออกโรงป้อง “โทน บางแค” ยันไม่ได้หลอก “มาดามเก่ง” ปมหนี้ 180 ล้าน ชี้ตัวละครลับ “ตี๋ตื่น” คนสนิทเป็นคนขายพระให้โทนเองกว่า 90% แถมเป็นคนเคาะราคาประเมินหลักร้อยล้านเหลือหลักสิบล้าน
กรณีมาดามเก่งออกมาระบุว่า ถูกโทนบางแคติดหนี้กว่า 180 ล้านบาท โดยโทนบางแคนำพระ 152 องค์มา วางประกันหนี้ แต่เมื่อนำไปตรวจสอบพบว่า พระองค์ดังกล่าวมูลค่าเพียง 40-50 ล้านบาทนั้น
ล่าสุด นายพบพุทธ อินปัน หรือ มหาหนึ่งพระเครื่องเรื่องสนุก เปิดเผยในรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ยืนยันว่า โทนบางแค ไม่ได้หลอกมาดามเก่ง เนื่องจากคนที่ดูพระให้ก็คือตี๋ตืด ซึ่งเป็นคนสนิทใกล้ชิดมาดามเก่ง และวงในรุ่นแรกๆวงการเซียนพระเขารู้กันหมดว่า ใครเป็นคนตีราคา ราคาเท่าไหร่ ใครเป็นคนซื้อมาจากตรงไหน ได้ผลประโยชน์ตรงไหน กินกาแฟกันตรงไหน เขารู้กันหมด
เมื่อพิธีกรถามถึง คนที่ตีราคาพระชุดนั้น ครั้งแรก 400-500 ล้าน ก็คือตี๋ตื่น ต่อมาตีราคาประเมินเหลือแค่ 40-50 ล้าน ก็คือตี๋ตื่น ใช่หรือไม่ มหาหนึ่ง ระบุว่า ประเมิน 40-50 ล้านเนี่ย ตอนนั้น ราคาพระมันอาจจะไม่ถึง 200 ล้าน อาจจะอยู่แค่ 40-50ล้านก็ได้ แต่มันเป็นพระที่คนทั่วไปไม่มี เป็นพระที่หายาก ตีมูลค่ายาก ซึ่งตี๋ตื่นก็ไปซื้อมาจากผมบ้างก็มีเช่นสุโขทัยผมซื้อมา 15 ล้านผมก็ขายให้ตี๋ตื่น และตี๋ตื่นก็ไปซื้อจากคนอื่น พระพวกนี้ต้องเป็นคนระดับไฮๆมี
เมื่อพิธีกรถามว่า พระ 152 องค์ วางประกันหนี้ 180 ล้าน ส่วนใหญ่โทนบางแคซื้อจากตี๋ตื่นใช่หรือไม่ มหาหนึ่ง ตอบว่า ซื้อมาจากตี๋ตื่นกว่า 90% เลย ซึ่งมองว่า โทนบางแค มันไมได้หลอกมาดามเก่ง โทนบางแคซื้อพระ ตี๋ตื่นได้ขายพระ ตี๋ตื่นก็เอาพระไปให้มาดามเก่ง มาดามเก่งก็กินดอกอยู่แล้ว ต่างคนต่างได้ผลประโยชน์
ส่วนสาเหตุที่มาดามเก่งแจ้งความเอาผิดโทนบางแค มองว่า ตอนนี้ราคาพระไม่ไป และเขาไม่ใช่คนถือพระอยู่แล้ว ได้มาปุ๊ป ก็ให้คนอื่นดู จึงรู้ว่าราคาจริงแค่ 40-50 ล้าน
2026.5.7 รวบ ‘นายหวัง’ โปรแกรมเมอร์จีน แฮกค่ายเกมยักษ์ ฉก Source Code ทำเกมเถื่อน ซุกคอนโดสุขุมวิท
บช.ก.-สตม.ล่าโปรแกรมเมอร์จีน แฮกค่ายเกมยักษ์ ฉก Source Code ทำเกมเถื่อน เสียหาย 9 ล้าน หนีซุกคอนโดหรูกลางกรุง เตรียมผลักดันกลับประเทศ
เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ. พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น รอง ผบก.ปพ.พ.ต.อ.นพรัตน์ คำมาก ผกก.สายตรวจ บก.ปพ. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ บก.สส.สตม. ควบคุมตัว นายหวัง (Mr.Wang) อายุ 34 ปี สัญชาติจีน ซึ่งเป็นบุคคลต้องห้ามตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง โดยมีพฤติการณ์เป็นภัยต่อสังคมและเป็นบุคคลตามหมายจับของทางการจีน ได้ภายในอาคารแห่งหนึ่งย่านถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ
สืบเนื่องจาก ศูนย์ความร่วมมือและบูรณาการการบังคับใช้กฎหมายล้านช้าง-แม่โขง (LMLECC) ประสานข้อมูลมายัง ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ศปชก.บช.ก.) ว่า นายหวัง เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของสาธารณรัฐประชาชนจีน ในความผิดฐาน “เข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับอนุญาต”
จากการสืบสวนพบว่า นายหวัง เป็นโปรแกรมเมอร์ชาวจีนที่ใช้ความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคในทางผิด โดยแฮกเข้าถึงฐานข้อมูลของบริษัทเกมยักษ์ใหญ่ เพื่อโจรกรรม “Source Code” และโครงสร้างสำคัญของระบบ ก่อนนำไปพัฒนาเกมเลียนแบบที่มีลักษณะใกล้เคียงกับต้นฉบับ
นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งบริษัทบังหน้า พร้อมเปิดระบบรับชำระเงินออนไลน์ เพื่อเรียกเก็บเงินจากผู้เล่นที่หลงเชื่อ โดยใช้วิธีตัดราคาไอเท็มเกมให้ต่ำกว่าท้องตลาด เพื่อดึงลูกค้าให้หันมาใช้บริการของตนเอง ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินทางปัญญาและผู้พัฒนาเกมตัวจริง มูลค่าความเสียหายกว่า 1.8 ล้านหยวน หรือประมาณ 9 ล้านบาทไทย
ต่อมาเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า นายหวัง หลบหนีเข้ามากบดานในประเทศไทยในคราบนักท่องเที่ยว และเช่าคอนโดหรูพักอาศัยอยู่กลางกรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่จึงร่วมกันแกะรอยติดตาม ก่อนเข้าควบคุมตัวไว้ได้
เบื้องต้นได้ดำเนินการเพิกถอนสิทธิการพำนักในราชอาณาจักร ก่อนนำตัวส่งห้องกัก กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อเตรียมผลักดันกลับประเทศจีน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ตำรวจทางหลวงไล่ล่าระทึกกว่า 70 กิโลเมตร สกัดจับขบวนการลักลอบขนต่างด้าวชาวจีนชายแดนสระแก้วเข้าเมืองกรุง
วันที่ 6 พ.ค. พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล. สั่งการ พ.ต.อ.นโรตม์ ยุวบูรณ์ ผกก.3 บก.ทล., พ.ต.ท.กมลภพ หาญเวช สว.ส.ทล.5 กก.3 บก.ทล. นำกำลังจับกุม นายสุทัศน์ อายุ 36 ปี ในความผิดฐาน “ให้ที่พักอาศัย ช่วยเหลือ ซ่อนเร้นคนต่างด้าว”
ไล่ล่าระทึก! สกัดจับ ขบวนการลอบขนต่างด้าวจีน เข้ากรุงเทพฯ
พร้อมจับกุม บุคคลต่างด้าวสัญชาติจีน 6 ราย พร้อมตรวจยึดรถยนต์เอนกประสงค์ 1 คัน โดยจับกุมทั้งหมดได้ที่ริมทางหลวงหมายเลข 359 กม. 7-8 ต.ท่าเกษม อ.เมือง จ.สระแก้ว
สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับ ว่า จะมีการลักลอบเคลื่อนย้ายต่างด้าวชาวจีนจากพื้นที่แนวชายแดน จ.สระแก้ว เข้ามาส่งยังพื้นที่กรุงเทพฯ โดยใช้รถยนต์เอนกประสงค์สีเทาเป็นยานพาหนะ จึงจัดกำลังเฝ้าสังเกตการณ์ตามเส้นทางต่างๆ
กระทั่งพบรถยนต์คันหนึ่งมีลักษณะตรงตามที่สายลับแจ้งขับผ่านเข้ามาในพื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี จึงส่งสัญญาณเรียกให้หยุดรถ แต่ปรากฎว่ารถคันดังกล่าวกลับพยายามเร่งเครื่องหลบหนีไปทาง จ.สระแก้ว เจ้าหน้าที่จึงเร่งเครื่องไล่ติดตามไปเป็นระยะทางกว่า 70 กิโลเมตร ก่อนสามารถสกัดจับนายสุทัศน์ คนขับรถพร้อมต่างด้าวชาวจีนอีก 6 คนได้ดังกล่าว
จากการสอบสวน นายสุทัศน์ ให้การรับสารภาพว่าได้รับการว่าจ้างให้ขับรถพาคนต่างด้าวทั้งหมดจาก ต.หนองสังข์ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ไปส่งที่ กรุงเทพ มหานครจริง โดยได้รับค่าจ้างเที่ยวละ 5,000 บาท กระทั้งมาถูกจับกุมได้ดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ส่ง สภ.เมืองสระแก้ว ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
2026.5.5 รวบ 2 ผู้ต้องหา ฆ่าโหด ‘ยายจุก’ เจ้าแม่เงินกู้เมืองคอน
5 พฤษภาคม 2569 – ตำรวจเมืองคอนคลี่คลายคดีสะเทือนขวัญ รวบ 2 ผู้ต้องหาร่วมกันก่อเหตุสังหาร “ยายจุก” เจ้าแม่เงินกู้ชื่อดังในพื้นที่ อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช หลังใช้เวลารวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และข้อมูลเชิงลึก จนศาลจังหวัดทุ่งสงอนุมัติออกหมายจับในข้อหาร้ายแรง ขณะที่ผู้ต้องหาทั้งสองยังให้การปฏิเสธ
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากกรณีพบศพ นางปราณี คงกุล อายุ 73 ปี หรือ “ยายจุก” เจ้าแม่เงินกู้ในพื้นที่ ถูกคนร้ายไม่ต่ำกว่า 2 คน ลงมือสังหารอย่างโหดเหี้ยม โดยพบบาดแผลถูกฟันเข้าที่ศีรษะและแขนหลายแห่งจนแผลเหวอะหวะ นอนคว่ำหน้าเสียชีวิตอยู่ริมถนนคอนกรีตในพื้นที่หมู่ 5 ต.ควนเกย อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช
ตรวจสอบทรัพย์สินพบว่า เงินสดจำนวนประมาณ 100,000 บาท ที่อยู่ในกระเป๋าของผู้ตายได้สูญหายไป ทำให้ตำรวจตั้งประเด็นสังหารไว้ทั้งเรื่องการชิงทรัพย์ และปมหนี้สินจากกลุ่มลูกหนี้บางรายที่อาจมีความขัดแย้งกับผู้ตาย
ต่อมาตำรวจชุดคลี่คลายคดี นำโดย พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รอง ผบช.ภ.8 รักษาราชการแทน ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช พร้อมกำลังชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช และ สภ.ร่อนพิบูลย์ ได้เร่งแกะรอยคนร้ายอย่างต่อเนื่อง โดยมีการตรวจสอบพยานบุคคล กล้องวงจรปิด รวมถึงหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ จนนำไปสู่การรวบรวมหลักฐานขออนุมัติศาลจังหวัดทุ่งสงออกหมายจับผู้ต้องหา 2 ราย
ศาลจังหวัดทุ่งสงได้อนุมัติหมายจับ นายเจริญยุทธ หรือ “ปึ้ง” อายุ 51 ปี ตามหมายจับเลขที่ 158/2569 ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 และ นายพลพล หรือ “หนุน” เอียดศรี อายุ 54 ปี ตามหมายจับเลขที่ 159/2569 ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ในข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” และ “ร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยใช้อาวุธ”
ภายหลังศาลอนุมัติหมายจับ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังเข้าจับกุมผู้ต้องหาทั้งสอง ก่อนควบคุมตัวมาสอบสวนที่ สภ.ร่อนพิบูลย์ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
อย่างไรก็ตาม ในชั้นสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งสองยังคงให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารนางปราณี หรือ “ยายจุก” แต่อย่างใด
ด้าน พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่มีพยานหลักฐานแน่นหนาทั้งด้านนิติวิทยาศาสตร์และพยานแวดล้อมที่เชื่อมโยงถึงผู้ต้องหาทั้งสองอย่างชัดเจน พร้อมยืนยันว่าตำรวจจะเร่งขยายผลหาผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม หากพบว่ามีบุคคลอื่นร่วมวางแผนหรือสนับสนุนการก่อเหตุ ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป.
2026.4.27 มิน พีชญา ขอบคุณศาลให้ประกันตัว มั่นใจความบริสุทธิ์ตัวเอง เชื่อ ความจริงก็คือความจริง
มิน พีชญา เผยภายหลังได้ประกันตัว ขอบคุณศาลที่ให้ความยุติธรรม มั่นใจในความบริสุทธิ์ของตัวเองมาโดยตลอด เชื่อแม้จะต้องพิสูจน์ตัวเองอีกกี่ครั้ง ความจริงก็คือความจริง ด้านเคลวิน ยันเรื่องนี้ส่งผลกระทบกับครอบครัวมหาศาล ทุกคนพร้อมยืนข้างไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
เมื่อวันที่ 27 เมษายน ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ภายหลังจากที่พนักงานอัยการยื่นฟ้อง นายยุรนันท์ ภมรมนตรี และ นางสาวพีชญา วัฒนามนตรี 2 นักแสดงชื่อดัง จำเลยในคดีฉ้อโกงประชาชนของกลุ่มดิไอคอนกรุ๊ป ต่อมาทนายความของทั้งคู่ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นพิจารณา โดยศาลอาญาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พนักงานอัยการโจทก์เคยมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยทั้งสอง และได้รับการปล่อยตัวไป ต่อมาพนักงานอัยการโจทก์กลับมีคำสั่งฟ้อง จำเลยทั้งสองในมูลแห่งคดีและข้อหาเดียวกันกับคดีดังกล่าว คดีจึงยังมีข้อต่อสู้ อีกทั้งจำเลยทั้งสองมาศาลตามนัด ส่งตัวฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์ที่จะหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ประกอบกับพนักงานอัยการโจทก์ก็ไม่คัดค้านการปล่อยชั่วคราว
ดังนั้นแม้ศาลนี้จะเคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างสอบสวน เมื่อพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ กรณีจึงมีเหตุอันสมควร จึงอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้งสอง ระหว่างพิจารณา แต่เนื่องจากคดีมีผู้เสียหายจำนวนมากและมูลค่าความเสียหายสูง จึงให้มีประกันวงเงินคนละ 1 ล้านบาท โดยให้ทำสัญญาประกันและห้ามจำเลยทั้งสองเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล และให้แจ้ง สตม.ทราบคำสั่งศาลด้วย
ต่อมานางสาวพีชญาให้สัมภาษณ์ว่า รู้สึกดีใจและอยากขอบคุณศาล ทุกคนในกระบวนการยุติธรรมที่ให้โอกาสตนเองได้ออกมาต่อสู้ข้างนอก
นายธนากร แหวกวารี ทนายความส่วนตัว กล่าวต่อว่า เหตุผลที่ศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเนื่องจากว่าไม่มีพฤติการณ์หลบหนีและจำเลยปฏิเสธมาโดยตลอด แม้จะเคยไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมาก่อน ศาลจึงเมตตาให้ออกมาสู้คดีอย่างเต็มที่ ส่วนหลักทรัพย์ทางเราได้ยื่นไปเต็มที่ 3 ล้านบาท แต่ศาลพิจารณาแล้วตีราคาประกันวงเงิน 1 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล และให้มารายงานตัวตามนัด ส่วนก่อนหน้านี้ก็ได้พูดคุยกับตัวนายยุรนันท์ก่อนที่จะเข้ามาพบพนักงานอัยการด้วย
เมื่อถามว่ากรณีคดีนอกราชอาณาจักรที่อยู่ระหว่างการสืบสวน นายธนากรกล่าวว่า ยังไม่เคยได้รับแจ้งข้อกล่าวหาจึงยังไม่ทราบ พร้อมบอกว่าความบริสุทธิ์บางทีก็ต้องใช้เวลา กว่าจะยุติธรรมมาช้าแต่ก็มา
ถามว่าเตรียมหลักฐานใดไว้สู้คดีบ้าง และขั้นตอนหลังจากนี้เป็นอย่างไร นายธนากรกล่าวว่า หลังจากนี้จะมีการตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ซึ่งคดีของเราเป็นคดีที่แตกออกมาจากดิไอคอน เป็นพรีเซ็นเตอร์เข้าไปในช่วงสั้นๆ สำหรับ น.ส.พีชญาเข้ามาในช่วงปี 2566-2567 ส่วนเรื่องการสู้คดีค่อยว่ากันทีหลังตอนนี้ปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนดีกว่า ตนมองว่าไม่น่ามีการนำคดีนี้เข้าไปรวมกับคดีดิไอคอนเดิมเพราะคดีนั้นมีการสืบพยานไปหลายนัดแล้ว ถึงแม้อนาคตจำเลยคดีดิไอคอนจะชนะคดีก็ดีใจด้วยหรือแพ้คดีก็ไม่ส่งผลกับเรา
ด้าน น.ส.พีชญากล่าวต่อว่า จนถึงตอนนี้ตนไม่ได้นิ่งนอนใจ และยืนยันความบริสุทธิ์ใจของตนเองมาโดยตลอด ทั้งนี้อยากให้ทุกฝ่ายได้รับความยุติธรรมเพราะว่าตนเองยึดมั่นและเชื่อในความยุติธรรมของศาล หลังจากนี้ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง ตั้งแต่เกิดเรื่องมา ส่งผลกระทบอย่างหนักตั้งแต่แรก และยืนยันว่าพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการ แม้ว่าจะต้องพิสูจน์ตัวเองอีกกี่ครั้ง ความจริงก็คือความจริง ในส่วนที่ตนเองไม่เกี่ยวข้องตนไม่ทราบจริงๆ เหมือนกับทุกคนและกำลังรอความจริงอยู่เหมือนกัน และตนไม่อยากไปซ้ำเติมใคร เห็นใจทุกฝ่าย แต่ตั้งแต่เรื่องเกิดไม่ได้มีการเคลียร์ใจอะไร เพราะทุกคนขาดการติดต่อไปตั้งแต่วันที่ออกมาแถลงข่าว ทั้งนี้ตนยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับคนอื่นๆ ในคดีนี้ที่เหลืออยู่เลย
ด้านนายเคลวิน ตีรวัฒนานนท์ แฟนของ น.ส.พีชญา กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้กระทบถึงครอบครัว เพื่อน ญาติพี่น้องอย่างมหาศาล อยากฝากข้อความนี้ไปว่า ทางเราเคารพกระบวนการยุติธรรม ในสถานการณ์ที่อาจจะด่วนสรุปหรือกล่าวหาผ่านสิ่งต่างๆ อยากให้ทุกคนทราบว่า คนที่ทุกคนกำลังพูดถึงมีชีวิตของเขา และสิ่งที่กระทบไม่ได้กระทบแค่เขา แต่ไปถึงครอบครัวและสุขภาพร่างกาย และสภาพจิตใจ และทุกคนพร้อมอยู่เคียงข้าง น.ส.พีชญา ไม่ว่าจะต้องเจอกับอะไรก็ตาม
2026.4.23 เจาะคำพิพากษา ‘ทิดแย้ม’ คุก 50 ปี ยักยอกวัดไร่ขิง ปิดคดีอดีตเจ้าคุณมากบารมี สีกาเก็น – ก็ไม่รอดยกก๊วน
จากคดีที่สร้างความสั่นสะเทือนวงการสงฆ์และพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ

เมื่อพระราชาคณะระดับสูงอย่าง ‘เจ้าคุณแย้ม’ หรือพระธรรมวชิรานุวัตร (แย้ม กิตฺตินฺธโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง พระอารามหลวง จ.นครปฐม และเจ้าคณะภาค 14 ต้องสิ้นสุดสมณเพศและก้าวเข้าสู่เรือนจำ
หลังความลับเรื่องการบริหารเงินวัดที่ดูเหมือนโปร่งใสกลับกลายเป็นขบวนการทุจริตที่มีมูลค่านับร้อยล้านบาท
จุดเริ่มต้นของคดีนี้เกิดจากเบาะแสความผิดปกติในการบริหารเงินวัดที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามได้รับมา โดยระบุว่า เจ้าอาวาสมีพฤติกรรมผิดปกติ ด้วยการตระเวนกู้ยืมเงินจากเจ้าอาวาสวัดต่างๆ และนักการเมืองรวมกว่า 300 ล้านบาท อ้างว่าเพื่อพัฒนาวัดไร่ขิง
ทั้งที่ปัจจัยจากจิตศรัทธาของพุทธศาสนิกชนยังหลั่งไหลเข้าสู่วัดไม่ขาดสายทุกเมื่อเชื่อวัน
ตำรวจกองปราบฯ ตัดสินใจส่งสายสืบแฝงตัวเป็นสายบุญเข้าไปตีสนิทคนในวัด กระทั่งได้รับความไว้วางใจให้คอยช่วยเหลืองานต่างๆ ภายในวัด
หลังเฝ้าจับตาสังเกตการณ์ ค่อยๆ เก็บรวบรวมพยานหลักฐานทีละเล็กละน้อยภายในวัดยาวนานถึง 8 เดือน
กระทั่งพบเส้นทางการเงินที่น่าตกใจ
เมื่อเงินจากบัญชีวัดถูกผ่องถ่ายไปยังบัญชีของ น.ส.อรัญญาวรรณ วังทะพันธ์ หรือ ‘สีกาเก็น’ หญิงสาวที่มีสายสัมพันธ์พัวพันกับเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์
จากการตรวจสอบในภายหลังพบยอดโอนพุ่งสูงถึง 847 ล้านบาท โดยมีหลักฐานชิ้นสำคัญเป็น ‘คลิปลับ’ ในห้องน้ำที่สีกาเก็นอัดไว้ข่มขู่เรียกเงินค่าปิดปากจากทิดแย้ม
การตรวจสอบยังพบขบวนการ ‘นอมินี’ ทำหน้าที่บริหารจัดการรายได้ของวัด ได้แก่ นางพชรพร พัศรานุวัตร หรือหมอเตย และสามีที่เป็นพนักงานราชการ พบว่ารายได้จากตู้บริจาค 185 ตู้ และค่าเช่าที่ธรณีสงฆ์ปีละกว่า 100 ล้านบาท ถูกส่งตรงถึง ‘ทิดแย้ม’ เป็นเงินสดโดยไม่ผ่านบัญชีวัดอย่างโปร่งใส
นำไปสู่การกวาดจับล้างบางขบวนการเหลือบพระพุทธศาสนาครั้งใหญ่ของประเทศ ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ส่งตัวทิดแย้มและพวกเข้าเรือนจำ
นอกจากนี้ตำรวจยังได้อายัดรถยนต์หรูในชื่อคนสนิทไว้ได้กว่า 23 คัน
เวลาผ่านไปนานเฉียด 1 ปี ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดฟังคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย 5 ราย ในฐานความผิดร่วมกันทุจริตและประพฤติมิชอบในหน้าที่, สมคบฟอกเงิน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ในวันที่ 15 เมษายน 2569
ประกอบด้วย จำเลยที่ 1 ‘ทิดแย้ม’ นายแย้ม อินทร์กรุงเก่า จำเลยที่ 2 ‘สีกาเก็น’ น.ส.อรัญญาวรรณ วังทะพันธ์ จำเลยที่ 3 ‘หมอเตย’ นางพชรพร พัศรานุวัตร จำเลยที่ 4 ‘จ่าเชน’ นายฉัตรชัย อินทร์มี สามีของหมอเตย และจำเลยที่ 5 ‘ทิดเต้ย’ นายเอกพจน์ ภูฆัง อดีตพระมหาเอกพจน์ อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง
อัยการโจทก์บรรยายฟ้องระบุว่า ขณะเกิดเหตุ ‘ทิดแย้ม’ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง พระอารามหลวง กระทำผิดฐานเบียดบังยักยอกเงินจากบัญชีเงินฝากของวัดรวม 9 บัญชี โดยมีจำเลยที่เหลือเป็นผู้สนับสนุน การกระทำผิดแบ่งเป็น 20 กรรม รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 28 ล้านบาท และร่วมกันสมคบฟอกเงินและฟอกเงินที่ได้จากการกระทำความผิดมูลฐานต่อเนื่องกันหลายปี
โจทก์ยังบรรยายพฤติกรรมขบวนการนี้ว่า ‘ทิดแย้ม’ อาศัยอำนาจเบิกถอนเงิน มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างวัดเบิกถอนหรือโอนเงินจากบัญชีวัดเข้าบัญชีส่วนตัว จากนั้นพวกที่เหลือร่วมกันผ่องถ่ายเงินของวัดเข้าบัญชีกลุ่มจำเลย
โดยมีเส้นทางการเงินปลายทางอยู่ที่บัญชีเงินฝากส่วนตัวของ ‘สีกาเก็น’
ในชั้นศาลตอนแรก ‘ทิดแย้ม’ ให้การปฏิเสธ
แต่สุดท้ายก็ละอายต่อบาปกรรมที่กระทำช่วงอยู่ใน ‘สมณเพศ’ ขอถอนคำให้การเดิมและเปลี่ยนเป็นให้การรับสารภาพตามฟ้อง
ส่วนพวกที่เหลือยังยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
ศาลพิจารณาประเด็น ‘ทิดแย้ม’ ในฐานะเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการทรัพย์สิน เบียดบังทรัพย์ของวัดไร่ขิงไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โดยมีจำเลยที่ 2-5 สนับสนุนการกระทำผิดหรือไม่
ในทางไต่สวนพบพฤติการณ์ชัดเจนว่า ‘ทิดแย้ม’ มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างวัดเบิกถอนเงินจากบัญชีวัดแล้วโอนเข้าบัญชีส่วนตัวรวม 20 ครั้ง เป็นเงินกว่า 28 ล้านบาท จากนั้นมีการโอนเงินต่อไปยังบัญชีจำเลยที่ 2-5 หลายครั้ง
การพิจารณาความผิดรายกระทงพบ ‘ทิดแย้ม’ โยกเงินไปให้ ‘สีกาเก็น’ ทั้งโดยตรง และโอนผ่านบัญชีเงินฝากของ ‘หมอเตย’ และ ‘ทิดเต้ย’ โดยมีบัญชีส่วนตัวของ ‘สีกาเก็น’ เป็นปลายทางรับเงินรวม 19 ครั้ง
เป็นเงินกว่า 27 ล้านบาท
แม้ตัว ‘สีกาเก็น’ พยายามให้การอ้างว่าเป็นเงินกู้ยืมจาก ‘ทิดแย้ม’ แต่พยานหลักฐานชี้ชัดว่าสัญญากู้ยืมทำขึ้นภายหลัง เพื่อปกปิดความผิดฐานยักยอกเงินวัด
เมื่อประกอบกับคำรับสารภาพของอดีตท่านเจ้าคุณคนดัง และเส้นทางการเงินที่ปรากฏ รับฟังได้ว่า ‘ทิดแย้ม’ มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 รวม 19 กรรม
ส่วนอีก 3 จำเลย มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิด แบ่งเป็น ‘สีกาเก็น’ 18 กรรม ‘หมอเตย’ 3 กรรม และ ‘ทิดเต้ย’ 2 กรรม
สำหรับ ‘จ่าเชน’ ทางไต่สวนไม่พบหลักฐานว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการกระทำผิดของ ‘ทิดแย้ม’ จึงไม่มีความผิดในส่วนนี้
นอกจากนั้นยังวินิจฉัยประเด็นจำเลยทั้ง 5 ร่วมกันสมคบฟอกเงินและกระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่
โดยศาลพิเคราะห์เห็นว่าการที่ ‘ทิดแย้ม’ กระทำผิดฐานเบียดบังทรัพย์ โดยมี ‘สีกาเก็น’ ‘หมอเตย’ และ ‘ทิดเต้ย’ เป็นผู้สนับสนุนหลายครั้ง มีลักษณะเป็นปกติธุระ
เข้าข่ายความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ มาตรา 3
ผลการไต่สวนพบว่าหลัง ‘ทิดแย้ม’ เบียดบังเงินวัดไร่ขิง ได้โอนเปลี่ยนบัญชี ครอบครอง และใช้ทรัพย์สินร่วมกับ ‘สีกาเก็น’ ‘หมอเตย’ และ ‘ทิดเต้ย’
โดย ‘ทิดแย้ม’ กระทำผิดฐานฟอกเงินเพียงลำพัง 1 กรรม ส่วน ‘สีกาเก็น’ และ ‘หมอเตย’ ร่วมกันสมคบฟอกเงินและกระทำความผิดตามที่สมคบรวม 13 กรรม
ขณะที่ ‘ทิดแย้ม’, ‘สีกาเก็น’, ‘หมอเตย’ ร่วมกันกระทำผิดรวม 3 กรรม นอกจากนั้น ‘ทิดแย้ม’, ‘สีกาเก็น’ และ ‘ทิดเต้ย’ ร่วมกันกระทำผิดรวม 2 กรรม
สำหรับ ‘จ่าเชน’ จำเลยที่ 4 ทางไต่สวนรับฟังไม่ได้ว่าร่วมสมคบฟอกเงิน
ส่วนข้อหาเป็นธุระจัดหาบัญชีเงินฝากและบัตรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีนั้น
ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ‘ทิดแย้ม’ สั่งให้ ‘จ่าเชน’ เปิดบัญชีอ้างว่าใช้เก็บเงินส่วนตัวจากกิจนิมนต์แยกจากเงินวัดและจะคืนให้ภายหลัง ‘จ่าเชน’ ไม่ทราบว่าถูกนำไปใช้กระทำความผิด จึงรับฟังไม่ได้ว่ามีความผิดฐานเป็นธุระจัดหาบัญชีตามฟ้อง
ศาลจึงพิพากษาลงโทษ ‘ทิดแย้ม’ ‘สีกาเก็น’ ‘หมอเตย’ และ ‘ทิดเต้ย’ จำเลยที่ 1, 2, 3 และ 5 ตามความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง
ศาลพิจารณาว่าจำเลยที่ 1, 2, 3 และ 5 กระทำผิดหลายกรรมต่างกัน โดย ‘ทิดแย้ม’ จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น รวม 19 กรรม เป็นเงิน 27 ล้านบาทเศษ
‘สีกาเก็น’ จำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว จำนวน 18 กรรม จึงต้องร่วมคืนเงิน 27 ล้านบาทเศษด้วย
‘หมอเตย’ จำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนรวม 3 กรรม จึงต้องร่วมคืนเงิน 2.8 ล้านบาทเศษ
‘ทิดเต้ย’ จำเลยที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนจำนวน 2 กรรม รวมเป็นเงินจำนวน 5.1 ล้านบาท จึงร่วมกันคืนเงินแก่วัดไร่ขิงผู้เสียหาย
พิพากษาว่า จำเลยที่ 1, 2, 3 และ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 เเละความผิดอื่นๆ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป
ตัดสินลงโทษจำคุก ‘ทิดแย้ม’ มีกำหนด 50 ปี จำคุก ‘สีกาเก็น’ มีกำหนด 50 ปี จำคุก ‘หมอเตย’ มีกำหนด 12 ปี 12 เดือน และจำคุก ‘ทิดเต้ย’ มีกำหนด 8 ปี 8 เดือน
ส่วนจำเลยที่ 4 ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด
ปิดฉากอดีตพระเถระผู้มากบารมี ที่สุดท้ายต้องสิ้นชื่อ เพราะความโลภและการพัวพันกับอบายมุขออนไลน์
คดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ครั้งใหญ่ที่ย้ำเตือนว่า ไม่ว่าจะมีบารมีหรือตำแหน่งสูงส่งเพียงใด
หากใช้ศรัทธาประชาชนไปในทางที่ผิด กฎหมายและบาปกรรมย่อมตามทันในที่สุด
2026.4.21 เปิดคำพิพากษา จำคุก ทิดแย้ม-สีกาเก็น 50 ปี ให้ชำระค่าเสียหาย คืนวัดไร่ขิง กว่า 28 ล้านบ.
เปิดคำพิพากษา คุกทิดแย้ม-สีกาเก็น 50 ปี พร้อมชำระค่าเสียหายคืนวัดไร่ขิง ยกฟ้องจำเลยที่4
เมื่อวันที่ 21 เมษายน ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนเลียบทางรถไฟ ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อท.1444/2568 ระหว่างพนักงานอัยการสำนักอัยการคดีพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามทุจริต 1 เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยคือ นายแย้ม อินทร์กรุงเก่า หรือทิดแย้ม อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง จำเลยที่ 1 น.ส.อรัญญาวรรณ วังทะพันธุ์ หรือสีกาเก็น จำเลยที่ 2 นางพชพร พัศรายุวัตร หรือเตย จำเลยที่ 3 นายฉัตรชัย อินทร์มี จำเลยที่ 4 และนายเอกพจน์ ภูฆัง หรืออดีตพระมหาเอกพจน์ จำเลยที่ 5 เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 147, 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 9, 60 พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 มาตรา 10 และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนเงินจำนวน 28,050,000 บาท
โจทก์ฟ้องว่าขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 45 และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 4 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และไม่มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
ระหว่างวันที่ 15 มีนาคม 2564 ถึงวันที่ 16 กันยายน 2567 จำเลยที่ 1 อาศัยโอกาสที่ตนมีตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง พระอารามหลวง ผู้เสียหาย เบียดบังยักยอกโดยการเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของวัดไร่ขิง พระอารามหลวง ผู้เสียหาย จำนวน 9 บัญชี โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้สนับสนุน จำนวน 20 กรรม รวมเป็นเงิน จำนวน 28,050,000 บาท และจำเลยทั้งห้าได้ร่วมสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินอันได้จากการกระทำความผิดมูลฐานจำนวนหลายครั้งเป็นเวลาหลายปีต่อเนื่องกัน
โดยมีพฤติการณ์ในการกระทำความผิด กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ผู้มีอำนาจเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของวัดไร่ขิง จะมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ของวัดหรือลูกจ้างของวัด เบิกถอนเงินหรือโอนเงินจากบัญชีของวัดเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 จากนั้น จำเลยที่ 2 จะร่วมกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ในการผ่องถ่ายเงินของวัด โดยการโอนเงินจากบัญชีของจำเลยที่ 1 ไปเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 โดยมีเส้นทางการเงินปลายทางคือบัญชีฝากเงินของจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ เมื่อระหว่างวันที่ 21 มีนาคม 2566 ถึงวันที่ 16 กันยายน 2567 เวลากลางวันต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยที่ 4 เป็นธุระจัดหาให้ยืมสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ สาขาอ้อมใหญ่ ชื่อบัญชี นายฉัตรชัย สีเลี้ยง และบัตรกดเงินสด (บัตรเอทีเอ็ม) ซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมรหัสกดเงินของจำเลยที่ 4 มอบให้แก่จำเลยที่ 1 และต่อมาจำเลยที่ 4 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดทางอาญาอื่น
เหตุเกิดที่ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร และแขวงใด เขตใดไม่ปรากฏชัด กรุงเทพมหานคร หลายท้องที่ต่อเนื่องและเกี่ยวพันกัน
ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 147, 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 9, 60 พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 มาตรา 10 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนเงินจำนวน 28,050,000 บาท ที่ได้เบียดบังยักยอกเอาไป ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงฟ้องข้อ 2.40 ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่วัดไร่ขิง พระอารามหลวง ผู้เสียหาย
และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้เรียงติดต่อเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 5972/2568 ของศาลอาญา และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 5 ในคดีนี้เรียงติดต่อเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1578/2568 ของศาลอาญา
จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ต่อมาขอถอนคำให้การปฏิเสธ เปลี่ยนเป็นให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การปฏิเสธ
คดีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดหรือไม่
ทางการไต่สวนได้ความว่า จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของวัดไร่ขิงเป็นผู้เบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของวัดไร่ขิง ผู้เสียหาย และโอนเงินหรือนำฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยที่ 1 จำนวน 20 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 28,050,000 บาท จากนั้นจำเลยที่ 1 โอนเงินไปยังบัญชีของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 หลายครั้ง
แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันกระทำความผิดหรือสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 แต่ในการไต่สวนไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งห้าได้ประชุมร่วมกันเพื่อวางแผนกระทำความผิด
ในการพิจารณาว่าการกระทำใดของจำเลยคนใดเป็นการกระทำความผิด จึงต้องพิจารณาเป็นรายกระทงไป และได้ความว่า บางครั้งจำเลยที่ 1 โอนเงินให้จำเลยที่ 2 โดยตรง และบางครั้งก็โอนเงินผ่านจำเลยที่ 3 และที่ 5 โดยมีบัญชีรับโอนปลายทางคือบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 จำนวน 19 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 27,450,000 บาท
แม้จำเลยที่ 2 จะให้การต่อสู้ว่า เงินที่จำเลยที่ 2 ได้รับโอนจากจำเลยที่ 1 มาจากการที่จำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 แต่จากพยานหลักฐานรับฟังน่าเชื่อว่า สัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยที่ 2 นำมาแสดงทำขึ้นภายหลังเพื่อกลบเกลื่อนการกระทำความผิดฐานยักยอกเงินของวัดไร่ขิงผู้เสียหาย เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ
นอกจากนี้ เมื่อระหว่างวันที่ 21 มีนาคม 2566 ถึงวันที่ 16 กันยายน 2567 เวลากลางวันต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยที่ 4 เป็นธุระจัดหาให้ยืมสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ สาขาอ้อมใหญ่ ชื่อบัญชี นายฉัตรชัย สีเลี้ยง และบัตรกดเงินสด (บัตรเอทีเอ็ม) ซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมรหัสกดเงินของจำเลยที่ 4 มอบให้แก่จำเลยที่ 1 และต่อมาจำเลยที่ 4 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดทางอาญาอื่น
เหตุเกิดที่ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร และแขวงใด เขตใดไม่ปรากฏชัด กรุงเทพมหานคร หลายท้องที่ต่อเนื่องและเกี่ยวพันกัน
ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 147, 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 9, 60 พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 มาตรา 10 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนเงินจำนวน 28,050,000 บาท ที่ได้เบียดบังยักยอกเอาไป ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงฟ้องข้อ 2.40 ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่วัดไร่ขิง พระอารามหลวง ผู้เสียหาย
และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้เรียงติดต่อเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 5972/2568 ของศาลอาญา และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 5 ในคดีนี้เรียงติดต่อเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1578/2568 ของศาลอาญา
จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ต่อมาขอถอนคำให้การปฏิเสธ เปลี่ยนเป็นให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การปฏิเสธ
คดีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดหรือไม่
ทางการไต่สวนได้ความว่า จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของวัดไร่ขิงเป็นผู้เบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของวัดไร่ขิงผู้เสียหาย และโอนเงินหรือนำฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยที่ 1 จำนวน 20 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 28,050,000 บาท จากนั้นจำเลยที่ 1 โอนเงินไปยังบัญชีของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 หลายครั้ง
แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันกระทำความผิดหรือสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 แต่ในการไต่สวนไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งห้าได้ประชุมร่วมกันเพื่อวางแผนกระทำความผิด
ในการพิจารณาว่าการกระทำใดของจำเลยคนใดเป็นการกระทำความผิด จึงต้องพิจารณาเป็นรายกระทงไป และได้ความว่า บางครั้งจำเลยที่ 1 โอนเงินให้จำเลยที่ 2 โดยตรง และบางครั้งก็โอนเงินผ่านจำเลยที่ 3 และที่ 5 โดยมีบัญชีรับโอนปลายทางคือบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 จำนวน 19 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 27,450,000 บาท
แม้จำเลยที่ 2 จะให้การต่อสู้ว่า เงินที่จำเลยที่ 2 ได้รับโอนจากจำเลยที่ 1 มาจากการที่จำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 แต่จากพยานหลักฐานรับฟังน่าเชื่อว่า สัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยที่ 2 นำมาแสดงทำขึ้นภายหลังเพื่อกลบเกลื่อนการกระทำความผิดฐานยักยอกเงินของวัดไร่ขิงผู้เสียหาย เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ
จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 รวม 19 กรรม
ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มิได้เป็นเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนรวม 18 กรรม จำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนรวม 3 กรรม และจำเลยที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนรวม 2 กรรม
ส่วนจำเลยที่ 4 ในทางการไต่สวนไม่ปรากฏว่ามีส่วนร่วมหรือสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า จำเลยทั้งห้าสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินตามที่ได้สมคบกันหรือไม่
เห็นว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 โดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนหลายครั้งหลายคราว อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จึงเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (5) (18)
ทางการไต่สวนปรากฏว่า หลังจากจำเลยที่ 1 เบียดบังเงินของวัดไร่ขิงผู้เสียหายแล้ว จำเลยที่ 1 ได้โอน เปลี่ยนบัญชี ครอบครอง และใช้ทรัพย์สินนั้น ร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5
โดยจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฟอกเงินเพียงลำพังจำนวน 1 กรรม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดตามที่ได้สมคบกันรวม 13 กรรม จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดรวม 3 กรรม และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ร่วมกันกระทำความผิดรวม 2 กรรม
ส่วนจำเลยที่ 4 ในทางไต่สวนรับฟังไม่ได้ว่าได้ร่วมกันสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินตามที่ได้สมคบกัน
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า จำเลยที่ 4 เป็นธุระจัดหาบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใดหรือไม่
ในการไต่สวนได้ความว่า จำเลยที่ 1 สั่งการให้จำเลยที่ 4 ไปพบจำเลยที่ 1 ที่กุฏิ อ้างว่าประสงค์จะได้บัญชีธนาคารพร้อมบัตรกดเงินสดเพื่อใช้เก็บเงินส่วนตัวจากกิจนิมนต์ต่าง ๆ อันเป็นเงินเก็บส่วนตัวไว้ต่างหากจากเงินของวัดไร่ขิง แล้วจะคืนสมุดบัญชีและบัตรกดเงินสดให้ภายหลัง โดยจำเลยที่ 4 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 นำสมุดบัญชีและบัตรกดเงินสดไปใช้ในการกระทำความผิด จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นธุระจัดหาบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยทั้งห้าต้องร่วมกันคืนเงินจำนวน 28,050,000 บาท ให้แก่วัดไร่ขิงหรือไม่ เพียงใด
จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น รวม 19 กรรม เป็นเงิน 27,950,000 บาท
จำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว จำนวน 18 กรรม จึงต้องร่วมคืนเงินจำนวน 27,450,000 บาท
จำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนรวม 3 กรรม จึงต้องร่วมคืนเงินจำนวน 2,850,000 บาท
จำเลยที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนจำนวน 2 กรรม รวมเป็นเงินจำนวน 5,100,000 บาท
จึงต้องร่วมกันคืนเงินแก่วัดไร่ขิง
พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) (2) (3),60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86 การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 50 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 12 ปี 12 เดือน
และจำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 8 ปี 8 เดือน ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 27,950,000 บาทและให้จำเลยที่ 2 ร่วมคืนเงินจำนวน 27,450,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 ร่วมคืนเงิน 2,850,000 บาท และให้จำเลยที่ 5 ร่วมคืนเงินจำนวน 5,100,000 บาท แก่วัดไร่ขิง ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้ยก
2026.4.10 วงจรปิดฉีกหน้ากากทรชน แฝงตัวกู้ภัย – อาสาช่วย! ดาราสาว ‘คริสติน’ ป่วยล่วงละเมิด – ถ่ายคลิปซ้ำ
เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นกับคริสติน กุลสตรี มิชารัลสกี้ นางแบบและนักแสดงเชื้อสายลูกครึ่งไทย-จีน-เยอรมัน กลายเป็นคดีอาชญากรรมที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก

เมื่อเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยรายหนึ่ง ผู้ที่ควรจะเป็น “ผู้ช่วยชีวิต” กลับกลายเป็น “ผู้ฉวยโอกาส” ในวินาทีที่เหยื่อไร้ทางสู้
เรื่องราวของ ‘คริสติน กุลสตรี’ เป็นที่กล่าวขานในวงกว้าง เมื่อเธอโพสต์เล่าในอินสตาแกรมส่วนตัว @gulasatree ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 หลังเข้ารับการรักษาตัวจากอาการเจ็บป่วยที่โรงพยาบาล
โดยเผยประสบการณ์เลวร้ายในชีวิตที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ที่ถูกอาสาสมัครกู้ภัยรายหนึ่งล่วงละเมิดทางเพศ ขณะเข้าช่วยเหลือเธอจากเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพภายในที่พักส่วนตัว
ทำให้มีเหล่าแฟนคลับและผู้คนในโลกโซเชียลต่างเข้าไปให้กำลังใจกันอย่างล้นหลาม
ก่อนที่เช้าวันที่ 1 เมษายน เธอขึ้นโรงพักคลองตัน นำภาพจากกล้องวงจรปิดภายในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งภายในซอยปรีดีพนมยงค์ 45 (สุขุมวิท 71) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ ที่เธออาศัยอยู่ เป็นหลักฐานแจ้งความดำเนินคดีผู้ก่อเหตุ
โดยมี พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคำ ผบก.น.5 และ พ.ต.อ.พิสิษฐ์ มีวิริยกุล ผกก.สน.คลองตัน ร่วมสอบปากคำนานกว่า 4 ชั่วโมง
‘คริสติน กุลสตรี’ ให้การต่อพนักงานสอบสวนอย่างละเอียด โดยเหตุการณ์เริ่มต้นจากเวลาประมาณ 02.00 น. วันที่ 31 มีนาคม ขณะที่เธอกำลังพักผ่อนภายในห้องเพียงลำพัง เกิดมีอาการหายใจไม่ออกและเริ่มมีภาวะแพนิก เนื่องจากผลข้างเคียงจากการรับประทานยา จึงรีบติดต่อขอความช่วยเหลือจากเพื่อน
แต่เนื่องจากระยะทางที่ไกลกัน เพื่อนของเธอจึงประสานงานไปยังหน่วยกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ตำรวจให้รีบเข้าช่วยเหลือเป็นการด่วน
ต่อมา อาสาสมัครกู้ภัยชายคนหนึ่งเดินทางไปถึงพร้อมกับพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำคอนโดมิเนียมที่เธออาศัยอยู่ ภายในซอยปรีดีพนมยงค์ 45 (สุขุมวิท 71) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ
ในขณะนั้น ‘คริสติน กุลสตรี’ อยู่ในสภาพมึนงงจากฤทธิ์ยาและไม่สามารถขยับตัวหรือพูดจาตอบโต้ได้
แต่เธอยังคงมีสติรับรู้เหตุการณ์โดยตลอด พนักงานรักษาความปลอดภัยประจำคอนโดมิเนียมพยายามจะอุ้มเธอลงไปรอรถพยาบาลด้านล่าง แต่อาสาสมัครกู้ภัยคนดังกล่าวกลับยืนกรานให้เธอนอนรออยู่ภายในห้องพักเพียงลำพัง
แต่จังหวะที่พนักงานรักษาความปลอดภัยประจำคอนโดมิเนียมต้องลงไปรับเจ้าหน้าที่ตำรวจเนื่องจากระบบรักษาความปลอดภัยของอาคาร กู้ภัยรายนี้ได้อาศัยช่วงเวลาไม่ถึง 5 นาที ขณะอยู่กับเธอตามลำพัง กระทำการล่วงละเมิดด้วยการถกเสื้อนอนและถอดกางเกงของเธอออก ก่อนจะสัมผัสร่างกายในจุดสงวนหลายครั้งอย่างรุนแรง
นักแสดงสาวยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุ เธอสวมใส่เสื้อยืดกางเกงนอนขายาวตามปกติ ไม่ได้แต่งตัวล่อแหลมแต่อย่างใด
เธอพยายามตั้งสติและแกล้งหลับ เพราะประเมินแล้วว่าร่างกายไม่มีกำลังพอจะต่อสู้ และกังวลเรื่องความปลอดภัยหากคนร้ายใช้ความรุนแรงเพิ่มขึ้น
จนกระทั่งพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำคอนโดมิเนียมและเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับขึ้นมาถึงห้อง คนร้ายรีบจัดเสื้อผ้าให้เธอและอ้างว่าเธอหมดสติไป
ภายหลังจากเข้ารับการรักษาและยืนยันจากแพทย์ว่าการกระทำดังกล่าวไม่ใช่ขั้นตอนทางการแพทย์ที่ถูกต้อง เธอจึงเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที
เพราะเชื่อว่าพฤติกรรมดังกล่าวอาจเคยเกิดขึ้นกับผู้อื่นมาก่อน และต้องการปกป้องสิทธิของผู้หญิงที่ต้องใช้ชีวิตตัวคนเดียว
‘คริสติน กุลสตรี’ เปิดเผยด้วยสีหน้าเคร่งเครียดแต่แฝงความเด็ดเดี่ยวว่า แม้สภาพจิตใจในขณะนี้จะยังไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เธอยืนยันที่จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดและเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
โดยระบุว่า ข้อมูลที่โพสต์ลงโซเชียลมีเดียเป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด และเธอมั่นใจว่าจำใบหน้าของกู้ภัยที่ก่อเหตุได้อย่างแม่นยำ
พร้อมยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่รับการไกล่เกลี่ยเป็นเงินทอง
แต่ต้องการให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษจำคุกเท่านั้น
แม้ไร้หลักฐานยืนยันการกระทำความผิดในช่วงเกิดเหตุ แต่คำให้การของเหยื่อสาวสอดคล้องกับภาพที่กล้องวงจรปิดบันทึกไว้ บ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันมากเพียงพอที่จะมัดตัวผู้ก่อเหตุได้อย่างดิ้นไม่หลุด
กระทั่งศาลอาญากรุงเทพใต้อนุมัติหมายตามคำร้องขอจากพนักงานสอบสวน สน.คลองตัน ให้จับกุม นายนิกร เศษหอม อายุ 34 ปี ชาวจันทบุรี ในข้อหา “กระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น”
เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนเข้าจับกุมผู้ต้องหาทันที พร้อมอายัดโทรศัพท์มือถือไว้ตรวจสอบ เพราะเหยื่อสาวให้ข้อมูลว่าสังเกตเห็นผู้ก่อเหตุมีการถ่ายคลิปวิดีโอและภาพนิ่งของเธอไว้ในขณะที่เธอกำลังกึ่งไม่ได้สติ
เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ อ้างไม่ได้ล่วงละเมิดอีกฝ่าย แต่เป็นการทำ CPR ปั๊มหัวใจเพื่อช่วยชีวิต ส่วนการถ่ายภาพเป็นการบันทึกภาพซองยาของผู้ป่วยเพื่อส่งต่อข้อมูลการรักษาเท่านั้น
แต่คำโกหกก็ไม่อาจช่วยให้นายนิกรรอดตัวไปได้ เพราะขัดแย้งกับที่ปรากฏในภาพวงจรปิดอย่างชัดเจน
เริ่มต้นเมื่อเวลา 03.39 น. นายนิกรขี่รถจักรยานยนต์ไปถึงหน้าคอนโดมิเนียมและขึ้นไปด้านบนพร้อมเจ้าหน้าที่นิติบุคคล จากนั้นเวลา 03.50 น. ปรากฏภาพผู้ก่อเหตุอุ้ม ‘คริสติน กุลสตรี’ ออกมาจากห้องพัก แต่กลับอุ้มเธอกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง
สอดคล้องกับคำให้การของนักแสดงสาวที่ระบุว่า เป็นช่วงเวลาที่เธอถูกล่วงละเมิดขณะอยู่กันตามลำพัง
ถัดมาในเวลา 03.55 น. กล้องจับภาพผู้ก่อเหตุเดินออกมาหน้าห้องและหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาใช้งานในลักษณะไถหน้าจอเล่น หลังจากได้ยินเสียงคนเดินใกล้เข้ามา จนกระทั่งเวลา 04.02 น. กลุ่มเพื่อนของนักแสดงสาวรวม 3 คน เดินทางมาถึง และในเวลา 04.04 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สน.คลองตัน เข้าไปอุ้มตัวนักแสดงสาวออกจากห้องเพื่อนำส่งโรงพยาบาล
โดยตัวผู้ก่อเหตุเดินตามลงมาและยกเก้าอี้มาเตรียมให้เธอนั่งพักด้านล่าง เพื่อตบตาและสังเกตการณ์
ภาพหลักฐานจากวงจรปิดชุดนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของผู้ก่อเหตุ ที่ระบุว่าพยายามปั๊มหัวใจช่วยชีวิต
เนื่องจากพบพฤติกรรมพิรุธในการอุ้มผู้ป่วยเข้า-ออกจากห้องโดยไม่มีเหตุอันควร รวมถึงการยืนเล่นโทรศัพท์มือถืออย่างใจเย็นก่อนที่คนอื่นจะมาถึง
เมื่อหลักฐานมัดแน่นขนาดนี้ นายนิกรทำได้เพียงยอมจำนนแต่โดยดี ให้การรับสารภาพว่า เป็นเพียงอดีตอาสากู้ภัยมูลนิธิแห่งหนึ่งใน จ.สระแก้ว เท่านั้น
แม้จะไม่ได้ทำงานอาสาสมัครแล้ว แต่ยังคงมีชื่ออยู่ในไลน์กลุ่มของหน่วยกู้ภัย คอยติดตามข่าวสารต่างๆ
นายนิกรให้การอ้างว่า เมื่อเห็นข้อความขอความช่วยเหลือจึงรีบไปจุดเกิดเหตุหวังให้ความช่วยเหลือ แต่พออยู่กันตามลำพังเพียงสองคน เลยเกิดอารมณ์ชั่ววูบไม่ได้มีเจตนาที่จะล่วงละเมิดตั้งแต่ต้น
นอกจากนี้ยังรับสารภาพเพิ่มเติมว่า เป็นผู้ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพผู้เสียหายไว้ในขณะเกิดเหตุจริง แต่หลังจากเริ่มมีกระแสข่าวโด่งดัง เกิดความกลัวจึงได้รีบลบภาพดังกล่าวออกจากเครื่องทิ้งไป พร้อมอ้างว่าไม่ได้มีการส่งต่อภาพเหล่านั้นให้แก่บุคคลอื่นแต่อย่างใด
แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การทั้งหมด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการทำลายหลักฐานภาพถ่าย พนักงานสอบสวนจะประสานผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบกู้คืนข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหา และตรวจสอบเส้นทางการสื่อสารอย่างละเอียด เพื่อยืนยันว่าไม่มีการเผยแพร่ภาพความเสียหายไปยังที่ใด
พนักงานสอบสวน สน.คลองตันยังสอบปากคำผู้ต้องหาต่อเนื่องตลอดทั้งวันที่ 2 เมษายน เพื่อความละเอียดรัดกุมของสำนวนคดี ก่อนควบคุมตัวส่งฝากขังผลัดแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 3-14 เมษายน ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้
พร้อมยื่นคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูงและเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี
ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้ตามคำร้อง และตลอดทั้งวันไม่ปรากฏว่ามีญาติของนายนิกรมายื่นคำร้องขอประกันตัวสักคน
เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงนำตัวผู้ต้องหาไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครทันที
คดีนี้นับเป็นความกล้าหาญของเหยื่อผู้เสียหายที่ตัดสินใจลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีและสิทธิในร่างกายของตนเอง
หวังเป็นอุทาหรณ์และแรงผลักดันให้สังคมร่วมกันตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของอาสาสมัครกู้ภัย
เพื่อไม่ให้มีเหยื่อรายต่อไปถูกกระทำในลักษณะเดียวกันนี้อีกในอนาคต

191 ปิดเกมเครือข่ายยานรก สกัดกระบะซุกยาบ้า 4 แสนเม็ด พยายามขับหลบหนี คาดหลุดไปได้จะกระจายสู่ลูกค้าในชุมชน
เมื่อวันที่ 13 มี.ค. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ., พ.ต.อ.พิทักษ์ สุทธิกุล, พ.ต.อ.กรกฎ โปชยะวณิช, พ.ต.อ.เด่นหล้า รัตนกิจ, พ.ต.อ.ธนากร อ่อนทองคำ สั่งการให้ พ.ต.อ.เอกภพ ลิขิตธนสมบัติ ผกก.สายตรวจ, พ.ต.ท.วสุเทพ ใจอินทร์, พ.ต.ท.ไพบูลย์ สอโส รอง ผกก.สายตรวจ, พ.ต.ท.ธวัชชัย แจ่มวิธีเลิศ รอง ผกก.สายตรวจ, พ.ต.ท.คณาธิป ก้ำแก้ว รองผกก.ธร.กก.สายตรวจ สนธิกำลังหน่วยข่าวกรองทางทหาร กองทัพบก จับกุมนายไวยวัจน์ อาจหาญ อายุ 40 ปี พร้อมของกลางยาบ้า 4 แสนเม็ด รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ สีน้ำตาล 1 คัน โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง อาวุธปืนลูกโม่ขนาด .22 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืน ขนาด .22 จำนวน 11 นัด รถกระบะ ยี่ห้อฟอร์ด รุ่นเรนเจอร์ สีเทา 1 คัน รถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุ รุ่นดีแมคซ์ สีเทา 1 คัน มูลค่า 14,300,000 บาท โดยจับกุมได้ที่บริเวณถนนหมายเลข 4012 ต.ละหาร อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี
สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากสายลับว่ากลุ่มผู้ต้องหาจะขับรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ สีน้ำตาล ไปรับยาเสพติดในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และจะเดินทางไปส่งให้กับลูกค้าบริเวณพื้นที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ประกอบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสะกดรอยติดตามพบว่า เวลาประมาณ 21.30 น. รถยนต์คันดังกล่าวได้มีการขับรถผิดปกติวิสัยลักษณะมีพิรุธ โดยได้ขับเข้าไปจอดบริเวณถนนริมคลองชลประทาน อ.ปากแพรก จ.พระนครศรีอยุธยา ต่อมาได้ขับออกจากบริเวณพื้นที่ดังกล่าวมุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี จากพฤติกรรมดังกล่าวเจ้าหน้าที่ เชื่อว่ารถยนต์คันดังกล่าวได้เดินทางไปรับยาเสพติด และเชื่อว่ารถเตรียมจะส่งยาเสพติดให้กับลูกค้า เจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองทางทหาร กองทัพบก อีกส่วนหนึ่ง จึงวางกำลังเข้าสังเกตการณ์อยู่บริเวณพื้นที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี
ต่อมาพบรถยนต์คันดังกล่าว ขับขี่มาตามถนนจึงได้แสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจค้น แต่ผู้ต้องหาได้พยายามขับรถหลบหนี และได้ถอยรถตกลงบริเวณข้างทาง จากนั้นเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ได้พร้อมของกลางดังกล่าว จึงแจ้งข้อหาร่วมกันกับพวกที่หลบหนีจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต นำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เจ้าหน้าที่ตำรวจรับมอบตัว “ไอ้อาร์ท” ว่าที่ร้อยตรี ผู้ต้องหาคดีอุ้มฆ่าผู้จัดการหนุ่ม หลัง ตร.ลาว ส่งตัวให้กลับมาดำเนินคดีในไทย
วันที่ 13 มี.ค.69 เวลา 13.30 น. พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.2 พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ บุญเสริม ผกก.สส.ภ.จว.หนองคาย ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ไพรัช พุกเจริญ ผบก.ตม.4 พ.ต.อ.นพดล รักชาติ ผกก.ตม.จว.หนองคาย พ.ต.ท.ธียาฌพัตท์ รังสิพราหมณกุล รอง ผกก.ตม.จว.หนองคาย พ.ต.ท.อภิชาติ คลธา สว.ตม.หนองคาย พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองหนองคาย ร่วมกันเดินทางจากด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 1 อ.เมืองหนองคาย ไปยังด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพลาว – ไทย แห่งที่ 1 เวียงจันทน์ สปป.ลาว ทำการรับมอบตัว ว่าที่ร้อยตรีภูเมธ เงินศรีชัย หรือ อาร์ท อายุ 48 ปี จากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว
ซึ่งว่าที่ร้อยตรีภูเมธ เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลอาญาที่ 1416/2569 ลงวันที่ 10 มี.ค.2569 ข้อหา “เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดและร่วมกันกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ไม่มีเหตุอันสมควรทำให้เสียหาย เคลื่อนย้าย ทำลายทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งศพส่วนของศพ, ลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ ส่วนของศพเพื่อปิดบังการเกิด การตายหรือเหตุแห่งการตาย, อั่งยี่ ซ่องโจร, ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้นไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป, หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย, ปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม”
กรณีอุ้มฆ่านายรุทธ์ มณีประเสริฐ หรือ “ท๊อป” ผู้จัดการบริษัทนำเข้า และจำหน่ายเครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่งศาลอนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาในคดีนี้ ทำหน้าที่เป็นทีมอุ้มตัวผู้เสียชีวิต รวม 8 คน ในข้อหาร่วมกันข่มขืนใจและกักขังหน่วงเหนี่ยว โดยจับกุมได้ก่อนหน้านี้แล้ว 7 คน ส่วนว่าที่ร้อยตรีภูเมธ มีข้อมูลว่าอาจหลบหนีข้ามชายแดนไปประเทศลาว กระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว จับกุมตัวได้ และประสานส่งกลับไทย
ทั้งนี้ ชุดสืบสวนพร้อมด้วยทีมคุ้มกันความปลอดภัย ได้ควบคุมตัว ว่าที่ร้อยตรีภูเมธ ไปสอบสวนต่อที่ สน.สุทธิสาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
2026.3.13 ออกหมายจับหนุ่มจีน อุ้มฆ่าสาวเพื่อนร่วมชาติ พบศพเปลือยทิ้งคลองริมสวนมะพร้าว
ออกหมายจับหนุ่มจีน อุ้มฆ่าสาวเพื่อนร่วมชาติ พบศพเปลือยทิ้งคลองริมสวนมะพร้าว หลังเจ้าหน้าที่ชุกคลี่คลายคดีลงพื้นที่หาหลักฐาน
วันที่ 13 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า กรณีเมื่อวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา นายจักร (นามสมมติ) อายุ 28 ปี ได้เข้าแจ้งความกับ ร.ต.ท. สัญญา ใจจันทร์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.หนองปรือ จ.ชลบุรี โดยระบุว่า น.ส.จี้ เจิ้งเจียว อายุ 34 ปี สัญชาติจีน ได้ส่งข้อความมาขอความช่วยเหลือ เป็นข้อความสั้นๆ “ช่วยด้วย” เมื่อช่วงเช้าเวลาประมาณ 06.37 น. ของวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา
ซึ่งหลังจากได้รับข้อความพยายามติดต่อกลับหา น.ส.จี้ เจิ้งเจียว แต่ไม่สามารถติดต่อได้ จึงตัดสินใจประสานไปหาแฟนหนุ่มชาวจีน ชื่อว่า นายจาง เซียวเทียน อายุ 31 ปี บินจากประเทศจีน เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน
และขอให้ตำรวจ ช่วยตามหาตัว น.ส.จี้ เจิ้งเจียว เพราะเกรงว่าอาจได้รับอันตราย โดยครั้งสุดท้ายทราบว่า น.ส.จี้ เจิ้งเจียว ไปที่บ้านพลูวิลล่าแห่งหนึ่ง ย่านซอยชัยพฤกษ์ ม.12 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
ล่าสุด พ.ต.อ.ณัฐพล ผ่องสุขสกุล ผกก.สภ.หนองปรือ เปิดเผยว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดคลี่คลายคดีประกอบไปด้วย ชุดสืบสวนจังหวัดชลบุรี ชึดสืบสวน สภ.หนองปรือ เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว รวมทั้ง ตม.จ.ชลบุรี ลงพื้นที่และได้รวบรวมหลักฐานไม่ว่าจะเป็นกล้องวงจรปิด และจากการสอบพยาน
เจ้าหน้าที่สามารถขออำนาจศาลอนุมัติหมายจับ นายจ้าว เทียนฉิง อายุ 29 ปี สัญชาติจีน ได้แล้วในข้อกล่าวหา “หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำตัวประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง หรือต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้นถึงแก่ความตาย และลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งความตาย”

ตำรวจไซเบอร์บุกตรวจค้นโกดังไม่มีเลขที่ หมู่5 ต.สำนักบก อ.เมือง จ.ชลบุรี ทลายโรงงานผลิตน้ำกระท่อมในพื้นที่ชลบุรี!
เมื่อวันที่ 13 มี.ค. พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พร้อมด้วย . พล.ต.ต.ศรายุทธ จุณณวัตต์ ผบก.สอท.2 สั่งการให้ พ.ต.อ.มนต์ชัย บุญเลิศ ผกก.2 บก.สอท.2 พ.ต.ท.เอกภณ คณุญาพงศ์ รอง ผกก.2 บก.สอท.2 สนธิกำลังเจ้าพนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี ตำรวจไซเบอร์ – ตำรวจชลบุรี นำหมายค้นศาลแขวงชลบุรี ที่ ค.20/2569 ลงวันที่ 12 มี.ค. 2569 เปิดปฏิบัติการบุกทลายโรงงานผลิตน้ำกระท่อมรายใหญ่ในพื้นที่ จ.ชลบุรี
ตร.ไซเบอร์ทลายโรงงานผลิตน้ำกระท่อมในพื้นที่ชลบุรี!
โดยนำกำลังตรวจค้นโกดังไม่มีเลขที่ หมู่5 ต.สำนักบก อ.เมือง จ.ชลบุรี เข้าจับกุมนายรัฐพล เหี่ยวขุนทด อายุ 31 ปี ชาว จ.ชลบุรี นายอติโรจน์ สถาวร อายุ 33 ปี ชาว จ.ชลบุรี นายพีรวัฒน์ ธุระพล อายุ 28 ปี ชาว จ.ฉะเชิงเทรา และคนงานชาวเมียนมาอีก 20 คน พร้อมตรวจยึดของกลาง ใบกระท่อมสด 415 กิโลกรัม ,ยาแก้ไอชนิดน้ำ 724 ขวด ,ยาแก้แพ้ชนิดน้ำ 456 ขวด ,ยาทรามาดอล ไฮโดรคลอไรด์ 250 เม็ด สารกันบูด 24 กิโลกรัม สารแต่งกลิ่น 23 กิโลกรัม ,น้ำกระท่อมบรรจุขวดขนาด 1 ลิตร จำนวน 5,660 ขวด ,ขวดเปล่า 23,856 ใบ หม้อใช้สำหรับต้มน้ำกระท่อม 31 ใบ ,ชุดเตาแก๊ส 33 เตา ,สติกเกอร์ระบุชื่อผลิตภัณฑ์ “S1 SUPER ONE” จำนวนมาก
สืบเนื่องจากตำรวจชุดสืบสวน กก.2 บก.สอท.2 ได้รับการร้องเรียนผ่านระบบออนไลน์ จากชาวบ้านแจ้งข้อมูล มีผู้ลักลอบตั้งโรงงานผลิตน้ำกระท่อมผสมยาแก้ไอ ในพื้นที่อ.เมืองชลบุรี โดยรถขนส่งตระเวนส่งตามร้านค้าทั่วพื้นที่ ซึ่งป็นการมอมเมาเด็กเและยาวชน อีกทั้งหากกินในปริมาณมากอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ตร.ไซเบอร์ทลายโรงงานผลิตน้ำกระท่อมในพื้นที่ชลบุรี!
จึงลงพื้นที่สืบสวนหาข้อมูลจนพบเป้าหมายตั้งอยู่ในย่านชุมชน ปลูกสร้างอาคารเป็นลักษณะโกดังสินค้า มีรั้วกั้นสูงรอบอาคารปกปิดมิดชิด โดยหน้าประตูทางเข้า พบมีการขึ้นป้ายขนาดใหญ่แจ้งประกอบธุรกิจประเภทรีไซเคิล ในลักษณะอำพรางสายตาเจ้าหน้าที่ จึงขออนุมัติหมายค้นศาล ก่อนประประสานกำลังตำรวจ-ฝ่ายปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ร่วมเข้าทำการตรวจค้น โดยพบคนงานชายหญิงกำลังเร่งผลิตน้ำกระท่อมอยู่ภายในโกดัง ก่อนเข้าจับกุมผู้กระทำผิดและยึดของกลางไว้ได้ทั้งหมด
จากการสอบสวนนายอติโรจน์ ให้การว่า ตนและเพื่อนคนไทยอีกสองคนทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลการผลิตน้ำกระท่อมและนำสินค้าที่ผลิตแล้วคอยกระจายส่งขายตามแหล่งร้านค้าต่างๆในพื้นที่ของ จ.ชลบุรี เฉลี่ยวันละ 4,000 ขวด ในราคาขวดละ 35 บาท โดยตนและเพื่อนคนไทยจะได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 18,000 บาท
ส่วนชาวเมียนมาทั้งหมดทำหน้าที่เกี่ยวกับขบวนการผลิตภายในโรงงานตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งโรงงานแห่งนี้ลักลอบเปิดมานานกว่า 1 เดือน โดยมีเจ้าของกิจการชื่อ “เจ้” ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริงเป็นผู้ว่าจ้าง
โดยตำรวจดำเนินคดีท้้งในความผิดฐาน “ร่วมกันชายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาต ตาม พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ,ร่วมกันผ่าฝืนประกาศสาธารณสุข เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ประกอบ
กระทรวงสาธารณสุข ,ร่วมกันฝ่าฝืนประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ ตามพระระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522″
ส่วนคนงานชาวเมียนมาทั้งหมดตรวจสอบแล้วพบว่าได้ลักลอบเข้ามาทำงาน จึงแจ้งข้อหาเพิ่มในความผิดฐาน “เป็นบุคคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงางานอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ และเป็นคนคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยได้รับอนุญาต หรือการ อนุญาตสิ้นสุด หรือถูกเพิกถอน”

ทลายหัวจ่าย! บช.น. ป.ป.ส. สนธิกำลังบุกค้น 3 จุด ซุ้มโจรฝั่งธนหลังวัดรวก รวบผู้ต้องหา 6 ราย ไม่เพียงค้ายา แต่แอบผลิตเงินปลอม พร้อมโชว์ติดอาวุธสงครามครบมือ “รองจ๋อ” เตือนชาวฝั่งธน รีบตรวจสอบแบงก์พันในกระเป๋าด่วน
เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 13 มี.ค. 69 พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. รับผิดชอบด้านยาเสพติด พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศอ.ปส.บช.น., สน.บางยี่ขัน, กก.สส.บก.น.8 และ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. เปิดแผนปฏิบัติการ ทลายซุ้มยาเสพติดหลังวัดรวก นำหมายค้นศาลเข้าตรวจค้น 3 จุด จับกุมตัวผู้ต้องหาได้ 6 ราย ในข้อหา “สมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) โดยกระทำเพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต” และแจ้งข้อหาเพิ่มเติมว่า “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย” พร้อมตรวจยึดของกลาง 1.อาวุธปืนเถื่อน 2 กระบอก 2.ธนบัตรปลอม ฉบับละ 1,000 บาท (รอการตัดขอบ) จำนวน 37 ฉบับ 3.เคตามีน จำนวน 6 ถุง น้ำหนักรวม 28 กรัม 4.ยาไอซ์ น้ำหนักรวม 134.74 กรัม 5.ยาบ้า 363 เม็ด 6.รถจักรยานยนต์ที่ขโมยมา จำนวน 1 คัน (อยู่ระหว่างตรวจสอบคืนเจ้าของ) 7.เงินสด จำนวน 34,610 บาท
สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุด ศอ.ปส.บช.น. สน.บางยี่ขัน สนธิกำลังร่วมกับ ป.ป.ส.กทม. แกะรอยเครือข่ายค้ายารายใหญ่ในพื้นที่ฝั่งธนบุรี แต่กลับพบเซอร์ไพร้ส์ ว่า แก๊งนี้ไม่ได้แค่ขายยานรก แต่ยังลักลอบผลิตเงินปลอมส่งต่อความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน จนสร้างความเดือดร้อนทั่วพื้นที่ฝั่งธนบุรี โดยข้อมูลสถิติ ในห้วงเดือน ก.พ. 69 ที่ผ่านมา มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความว่าถูกหลอกใช้ธนบัตรปลอมมาซื้อของ ในพื้นที่ บก.น.7 จำนวนไม่ต่ำกว่า 5 คดี (สำรวจพบเยอะสุดพื้นที่ สน.บางยี่ขัน 3 คดี) และจากการสืบสวนในเบื้องต้นในแต่ละคดี พบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุล้วนเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกัน
พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าวว่า การปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.น. และ ป.ป.ส.ถือเป็นปฏิบัติการตามนโยบายเชิงรุกของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. จากการสืบสวนพบว่ากลุ่มคนร้ายเป็นต้นตอของธนบัตรปลอมฉบับ 1,000 บาท ที่แพร่ระบาดย่านฝั่งธนในห้วงเดือน ม.ค.–ก.พ. 69 ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเดือดร้อนไปทั่วพื้นที่ พ่อค้าแม่ขายในพื้นที่ต้องขายของหลังขดหลังแข็ง แต่ต้องมาขาดทุนโดยไม่รู้ตัวเพราะเผลอทอนเงินให้จากธนบัตรปลอมเหล่านี้ ในส่วนของการสืบสวนคนร้ายกลุ่มนี้เกิดจากความทุ่มเทแรงกายแรงใจกว่าหลายวันของเจ้าหน้าที่ บช.น. และ ป.ป.ส.กทม. จนทำให้สามารถพิสูจน์ทราบคนร้ายได้ทั้งหมด และยังสืบได้ไปถึงรังยาเสพติด อาวุธและผลิตธนบัตรเถื่อน ซึ่งหลบซ่อนอยู่ในชุมชนที่เส้นทางซับซ้อนเหมือนเขาวงกต ขอประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชนฝั่งธนบุรี ขอให้ท่านรีบตรวจสอบธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท ในกระเป๋าของท่าน หากพบว่าเป็นธนบัตรปลอม ขอให้รีบนำไปแจ้งความดำเนินคดี ห้ามนำออกใช้เป็นอันขาด
x1200

เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ คุมตัว “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” สส.สงขลา เขต 4 พรรคกล้าธรรม ส่งศาลอาญารัชดาฝากขัง เจ้าตัวบอก ตั้งใจมารายงานตัว “ขอโทษทีต้องขึ้นรถแล้ว”
จากกรณีที่ นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา เขต 4 พรรคกล้าธรรม พร้อมทนายความ เดินทางมาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เพื่อรายงานตัว และรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก ฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นหรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรืออ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่น ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และร่วมกันฟอกเงิน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 เมื่อช่วงเช้าวันนี้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าล่าสุด เวลา 14.10 น. พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 150/2568 นำตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ส่งฝากขังศาลอาญา รัชดาฯ ตามประมวลกฏหมายวิอาญา 134 ประกอบมาตรา71 และ66 พนักงานสอบสวน เห็นควรให้คุมตัวนายชนนพัฒฐ์ ฝากขังเพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม จึงคุมตัวส่งศาลอาญารัชดา ขอฝากขัง โดยดีเอสไอไม่ให้ประกันในชั้นสอบสวน แม้นายชนนพัฒฐ์ จะมีสถานะเป็น สส. แล้ว แต่เนื่องจากยังไม่เปิดสมัยประชุมสภา จึงยังไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง สส.
สำหรับข้อหาฟอกเงิน เว็บพนัน ที่นายชนนพัฒฐ์ ตกเป็นผู้ต้องหา มีโทษสูง 10 ปีขึ้นไป เข้าเกณฑ์ฝากขังได้ 7 ผัด 84วัน
โดย นายชนนพัฒฐ์ เผยสั้น ๆ ว่า ตั้งใจมารายงานตัวตามที่ดีเอสไอเรียก “ขอโทษทีต้องขึ้นรถแล้วครับ”
จากนั้น เวลา 14.30 น. ที่ศาลอาญา ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กระทรวงยุติธรรม พร้อมพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ คุมตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ผู้ต้องหาในคดีร่วมกันจัดให้มีการเล่นหรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรืออ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่น ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และร่วมกันฟอกเงิน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 มาถึงศาลอาญา เพื่อขอฝากขัง
ความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป

ตำรวจตั้งรางวัลนำจับ 5 หมื่นบาท ผู้แจ้งเบาะแสนักโทษชาย หนีออกจาก รพ.นครพิงค์ ที่เชียงใหม่ พบใช้ใบเลื่อยปลดกุญแจมือ เร่งล่า คาดได้ตัวเร็วๆ นี้
วันที่ 10 มี.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุนักโทษหลบหนีจากโรงพยาบาลนครพิงค์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ช่วงสายวันนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวมารักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาล ทราบชื่อคือ น.ช.จิรวัฒน์ มูลการิน เป็นผู้ต้องขังในคดีลักทรัพย์ มีภูมิลำเนาอยู่ที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
โดยมีรายงานว่าเมื่อช่วงเช้าวันนี้ เจ้าหน้าที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ นำตัว น.ช.จิรวัฒน์ มารักษาตัวที่โรงพยาบาลนครพิงค์ ก่อนที่ น.ช.จิรวัฒน์ จะอาศัยจังหวะใช้เลื่อยตัดกุญแจมือหลบหนีออกไป
หลังรับแจ้งตำรวจ สภ.แม่ริม และ ชุดสืบสวนภูธรจังหวัดเชียงใหม่กระจายกำลังลงพื้นที่ติดตามจับกุม พร้อมกระจายข่าวไปยังทุกพื้นที่ให้ผู้นำชุมชนและประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตาและแจ้งเบาะแส ขณะที่โรงเรียนที่อยู่ใกล้โรงพยาบาลนครพิงค์สั่งปิดประตูเพื่อความปลอดภัย ล่าสุดช่วงเย็นวันนี้ พ.ต.อ.ยุทธการ เมธา ผกก.สภ.แม่ริม เผยว่า อยู่ระหว่างลงพื้นที่ติดตามจับกุม คาดว่าจะได้ตัวเร็ว ๆ นี้
ส่วนสาเหตุที่นักโทษมีโอกาสหลบหนีและอุปกรณ์ใบเลื่อยที่ใช้ปลดกุญแจมือ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์อยู่ระหว่างการสอบสวนข้อมูล พร้อมกับประกาศรางวัลนำจับ 50,000 บาท แก่ผู้แจ้งเบาะแสที่นำไปสู่การจับ น.ช.จิรวัฒน์

2 คนร้ายขี่ PCX ตระเวนลักรถจักรยานยนต์ใต้หอพัก ต.บางพูน อ.เมืองปทุมธานี ใช้เวลาเพียงนาทีเดียวฉก Honda Wave 125 หลบหนี กล้องวงจรปิดจับภาพชัด ด้านเจ้าของรถพนักงานปั๊มน้ำมันสุดช้ำ แจ้งตำรวจเร่งตามล่าคนร้าย
วันที่ 7 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานเหตุการณ์คนร้ายอุกอาจก่อเหตุลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ บริเวณใต้หอพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.บางพูน อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี โดยกล้องวงจรปิดจับภาพพฤติการณ์ได้อย่างชัดเจน พบคนร้ายใช้เวลาเพียงนาทีเศษในการลงมือ
จากหลักฐานภาพวงจรปิด พบคนร้าย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ Honda PCX สีขาว เข้ามายังจุดเกิดเหตุ หนึ่งในนั้นสวมเสื้อฮู้ดและหมวกกันน็อกปกปิดใบหน้า เดินตรงดิ่งไปยังรถเป้าหมายคือ Honda Wave 125 สีเทา ทะเบียนสระบุรี ท่ามกลางบรรยากาศช่วงเช้าที่มีผู้คนพลุกพล่าน แต่คนร้ายกลับไม่มีท่าทีเกรงกลัว ใช้วิธีล้วงเข้าที่ช่องสวิตช์กุญแจก่อนขึ้นคร่อมขับหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว
นางแสงเดือน (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 47 ปี พนักงานปั๊มน้ำมัน เจ้าของรถ เล่าด้วยความเสียใจว่า ปกติจะจอดรถไว้ที่จุดนี้เป็นประจำและล็อกคอรถไว้เสมอ โดยไม่ได้ใช้โซ่หรืออุปกรณ์เสริมอื่นๆ เพราะมั่นใจในระบบรักษาความปลอดภัยของหอพักและกล้องวงจรปิดที่มีอยู่หลายตัว
“ตอนเช้าแฟนจะไปทำงานแล้วเห็นรถหายไป ใจเสียมากค่ะ ไม่คิดว่าจะโดนกับตัวเพราะจอดปนกับรถคันอื่นตั้งเยอะ ตอนนี้เดือดร้อนมากเพราะไม่มีรถใช้ไปทำงาน”
เบื้องต้น ผู้เสียหายได้นำหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ ร.ต.ท.นิธิรุจน์ โรจน์รัตติธรรม รองสารวัตรสอบสวน สภ.ปากคลองรังสิต ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่ไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะใช้หลบหนี เพื่อเร่งนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
2026.3.1 ชายวัย 60 ปี ใช้กรรไกรแทงหญิงวัยเดียวกันเสียชีวิต คาดปมพิษรักแรงหึง
น่าน – เกิดเหตุสะเทือนขวัญในพื้นที่อำเภอภูเพียง จังหวัด จังหวัดน่าน ชายวัย 60 ปี ใช้กรรไกรเป็นอาวุธแทงหญิงวัยเดียวกันเสียชีวิต ภายในบ้านพัก คาดปมพิษรักแรงหึง
เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 21.30 น. ร.ต.อ.พีรพงษ์ สุทธเขต พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรภูเพียง รับแจ้งจากศูนย์วิทยุนครน่าน 191 ว่าเกิดเหตุทะเลาะวิวาทใช้อาวุธมีดทำร้ายร่างกาย ที่บ้านหมู่ 3 ตำบลฝายแก้ว อำเภอภูเพียง มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 ราย
ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียว ภายในห้องนอนติดกับห้องครัวพบรอยเลือดจำนวนมาก และกองเลือดบริเวณปลายเตียง ผู้บาดเจ็บทราบชื่อคือ นางสร (นามสมมุติ) อายุ 60 ปี เจ้าของบ้าน ถูกแทงหลายแห่งตามร่างกาย เจ้าหน้าที่กู้ภัย อบต.ฝายแก้ว เร่งนำส่งโรงพยาบาลภูเพียง
อย่างไรก็ตาม ระหว่างนำส่งโรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบร่องรอยบาดแผลถูกแทงบริเวณหน้าอกและตามร่างกายหลายแห่งกว่า 20 แผล โดยพนักงานสอบสวนจะส่งร่างผู้เสียชีวิตไปชันสูตรอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลน่านอีกครั้ง
จากการสอบถามพยานในที่เกิดเหตุ ทราบว่าผู้ก่อเหตุคือ นายเสริฐ (นามสมมุติ) อายุ 60 ปี ม.3 ต.ฝายแก้ว อ.ภูเพียง จ.น่าน อยู่หมู่บ้านเดียวกัน หลังก่อเหตุได้หลบหนีไป เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนพยายามติดตามตัว แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้
ญาติของผู้ก่อเหตุให้ข้อมูลว่า ก่อนหลบหนี นายประเสริฐได้ตะโกนบอกให้ญาติไปเก็บศพที่สวนในวันรุ่งขึ้น และพบว่าที่ตะกร้าหน้ารถมีเชือกหรือสายไฟสีขาวอยู่ เจ้าหน้าที่จึงเกรงว่าอาจมีความพยายามทำร้ายตนเอง จึงเร่งออกติดตามตามสวนและบ้านญาติใกล้เคียง แต่ยังไม่พบตัว ก่อนยุติการค้นหาในเวลาประมาณ 01.00 น.
เบื้องต้น พนักงานสอบสวนสันนิษฐานว่า สาเหตุอาจมาจากความหึงหวง เนื่องจากผู้ก่อเหตุหลงรักผู้ตาย แต่ฝ่ายหญิงไม่ตอบรับ และเข้าใจว่าผู้ตายมีชายอื่น อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะสอบสวนพยานแวดล้อมและญาติเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง พร้อมเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
หากผู้ใดพบเห็นเบาะแส สามารถแจ้ง 191 หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจใกล้บ้านได้ทันที เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่
2026.2.14 วาเลนไทน์เลือด พ่อเฒ่าวัย 78 ปี ฟันยับเมียวัย 77 ปี ก่อนขี่ จยย.ออกจากบ้านชนรถบรรทุกดิน
วาเลนไทน์เลือด พ่อเฒ่าวัย 78 ปี ฟันยับเมียวัย 77 ปี เจ็บสาหัส หลังก่อเหตุขับขี่ จยย.ออกจากบ้านด้วยความเร่งรีบไปชนรถบรรทุกดินอีกตำบลได้รับบาดเจ็บ
เรื่องราวของวาเลนไทน์เลือดรายนี้เกิดขึ้นเมื่อวันวาเลนไทน์วันที่ 14 ก.พ 2569 เวลา11.20 น. นายนพดล แสนสี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1บ้านค่างาม ต.ดอนมูล จ.แพร่ ได้รับแจ้งจากลูกบ้านว่า มีเหตุทำร้ายร่างกาย ที่บ้านหมู่ 1 บ้านค่างาม ต.ดอนมูลหลังรับแจ้งร่วมกับ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ชรบ.จึงไปตรวจสอบบ้านเกิดเหตุ
เมื่อไปถึงบ้านเกิดเหตุ พบผู้บาดเจ็บนอนจมกองเลือดถูกฟันด้วยมีดพร้า ตามร่างกาย หลายแห่ง ทราบชื่อแม่เฒ่าสมบูรณ์ อายุ 77 ปี ส่วนคนที่ทำร้ายแม่เฒ่าสมบูรณ์ คือพ่อเฒ่าวัฒนหาญ อายุ 78 ปีเเละเป็น สามีของผู้บาดเจ็บได้ขับขี่รถจยย.
ออกจากบ้านไปแล้ว และกู้ภัยสูงเม่นนำตัวนางสมบูรณ์ส่งโรงพยาบาล สูงเม่นเนื่องจากอาการสาหัส
ต่อมา ร.ต .อ.ออมสิน สันต์บุรุษ รองสว.สอบสวนสภ.สูงเม่น พนักงานสอบสวนประจำวันได้เดินทางไปสอบสวนและตรวจสอบที่เกิดเหตุ
ขณะที่กำลังตรวจสอบที่ เกิดเหตุได้รับแจ้งว่านายวัฒนหาญ ที่ผู้ก่อเหตุได้ขี่รถ จักรยานยนต์ ออกไปจากบ้านไปประสบอุบัติเหตุ ชนกับรถบรรทุก ที่บ้านหาดลี่ หมู่4 ต.สบสาย กู้ภัยสูงเม่นกำลังไปรับตัวนำตัวส่งรพ.สูงเม่น
นายนพดล แสนสี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่1 บ้านค่างาม กล่าวถึงสาเหตุเบื้องต้นน่าจะเกิดจากนายวัฒนหาญ ผู้ก่อเหตุเป็นโรคอัลไซเมอร์และทะเลาะกันในครอบครัวจากนั้นตำรวจได้เดินทางไปสอบสวนผู้บาดเจ็บที่รพ.สูงเม่นเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป
2026.1.23 รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์สายหนึ่ง รับบทโทรขู่เหยื่อ เผยฐานแก๊งคอลมีคนถูกคุมตัวเพียบ
รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์สายหนึ่ง รับบทโทรขู่เหยื่อ โดยมีคนจีนเป็นค่อยคุมการทำงาน เผยสถานที่ตั้งแก๊งคอลมีแรงงานถูกคุมตัวเพียบ ทั้งสมัครใจและไม่สมัครใจ
วันที่ 23 ม.ค. 2569 พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. สั่งการให้ พล.ต.ต.ศรายุทธ จุณณวัตต์ ผบก.สอท.2 พ.ต.อ.ปกรณ์กิตติ์ ธนวรินทร์กุล ผกก.3 บก.สอท.2 นำกำลังพร้อมหมายจับศาลอาญา ที่ 618/2566 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2566 เข้าจับกุม นายกฤษณะ อายุ 24 ปี ชาว จ.ปทุมธานี
ในความผิดฐาน “ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจร ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นโดยทุจริตหรือหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอรืที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน”
สืบเนื่องจาก ตำรวจชุดสืบสวน กก.3 บก.สอท.2 ตรวจสอบพบว่านายกฤษณะ เป็รผู้ต้องหาตามหมายจับ ซึ่งข้ามไปทำงานฝั่งกัมพูชากับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยทำหน้าที่รับบทเป็นตำรวจโทรขู่เหยื่อว่าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำผิดเพื่อให้ตกใจยอมโอนเงิน ได้เดินทางข้ามกลับมาฝั่งไทย โดยกบดานอยู่ที่บ้านพักในพื้นที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ก่อนนำกำลังเข้าจับกุมตัวไว้ได้
จากการสอบสวน นายกฤษณะ ให้การยอมรับว่า เมื่อประมาณต้นปี พ.ศ. 2566 ตนเองได้โพสต์หางานทำผ่านเฟซบุ๊ก จากนั้นได้มีหญิงไม่ทราบชื่อติดต่อมาชักชวนให้ไปทำงานเป็นแอดมินที่เมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา
จึงตกลงและได้เดินทางออกนอกประเทศผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจคนเข้าเมือง เมื่อข้ามไปแล้วได้ถูกนำตัวไปยังหลายพื้นที่ในประเทศกัมพูชา อาทิ เมืองปอยเปต เมืองสีหนุวิลล์ เมืองโอเสม็ด เป็นต้น ก่อนจะทราบภายหลังว่า งานดังกล่าวที่ถูกชักชวนนั้น แท้จริงเป็นการทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์
โดยในสถานที่ตั้งของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาที่ตนทำงานนั้น พบว่ามีแรงงานที่ถูกควบคุมตัวไว้ทั้งผู้สมัครใจและไม่สมัครใจ รวมประมาณกว่า 40–50 คน ขบวนการดังกล่าวมีการแบ่งหน้าที่กันทำเป็นสายต่างๆ เพื่อโทรศัพท์หลอกลวงเหยื่อ
โดยตนเองได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นคอลเซ็นเตอร์สายหนึ่ง คอยโทรศัพท์ไปสร้างความน่าเชื่อถือกับเหยื่อ เพื่อข่มขู่ให้เหยื่อเกิดความหวาดกลัวและหลงเชื่อ ก่อนจะโอนสายต่อให้คนทำหน้าที่สายถัดไป
โดยมีคนจีนเป็นผู้ควบคุมการทำงาน และยังมีผู้ดูแลระบบหลังบ้านด้วย ส่วนตนเองนั้นได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าคอมมิชชันในอัตรา 6 เปอร์เซ็นต์ของเงินที่หลอกลวงได้จากเหยื่อ รวมตลอดระยะเวลา 3 เดือนแล้ว ประมาณ 90,000 – 100,000 บาท กระทั่งมีสภาพจิตใจย่ำแย่จากความเครียดจนเกิดอาการเจ็บป่วย จึงได้เดินทางกลับประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ กระทั่งมาถูกจับกุม
2026.1.22 ออกหมายจับแม่บ้านโหด ฆ่ายายวัย 70 เผยคลั่งไสยศาสตร์ ฟันหน้าสะกดวิญญาณ
ออกหมายจับแม่บ้านโหด ฆ่ายายวัย 70 เผยคลั่งไสยศาสตร์ ฟันหน้าสะกดวิญญาณ พบหลบซ่อนตัวอยู่แนวชายแดนไทย-ลาว แต่ยังไม่ออกนอกประเทศ
เมื่อวันที่ 22 ม.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.พิเชษฐ์ ก้อนแพง สว.(สอบสวน) สน.บึงกุ่ม เดินทางไปยังศาบอาญา รัชดา เพื่อขออำนาจศาลอนุมัติหมายจับ น.ส.บัว หรือ จูน สีหาวง คนร้ายใช้มีดกระหน่ำฟันนายจ้างวัย 70 ปีจนถึงแก่ความตาย
โดยศาลได้อนุมัติหมายจับศาลอาญาที่ 382/69 ลงวันที่22 ม.ค.69 ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
ด้านการสืบสวนติดตามตัวคนร้าย พ.ต.อ.ธัญญพัทธ์ บุญสุข ผกก.สส.บก.น.4 พร้อมชุดสืบสวน บก.สส.บชน. และสน.บึงกุ่ม กำลังติดตามตัวอย่างใกล้ชิด ขณะนี้หลบซ่อนตัวอยู่แนวชายแดนไทย-ลาว แต่ยังไม่ออกนอกประเทศ
จากการสอบถามพยานแวดล้อมทำให้ทราบว่า น.ส.บัว มีอาการทางจิตที่หมกมุ่นไปในทางไสยศาสตร์ ลงมือกระหน่ำฟันที่ใบหน้าจนจำหน้าไม่ได้ เหมือนกับว่าเป็นการสะกดวิญญาณ และได้เตรียมการมาเป็นอย่างดี
ส่วนทรัพย์สินในบ้านยังอยู่ครบ จึงสรุปได้ว่าที่ลงมือก่อเหตุ เนื่องจากความแค้นส่วนตัวเพียงอย่างเดียว
2026.1.10 สตม.บุกจับหนุ่มจีน หนีคดีจากบ้านเกิด เปิดมือถือดูเจอแจ็กพอต ได้ทลายบ่อนโป๊กเกอร์ต่างชาติอีก
สตม.บุกจับหนุ่มจีน หนีคดีจากบ้านเกิด เปิดมือถือดูเจอแจ็กพอต บ่อนโป๊กเกอร์ต่างชาติ เปิดกลางเมืองชลบุรี บุกทลายรวบได้ 9 คน
วันที่ 10 ม.ค.69 พ.ต.อ.สุริยะ พ่วงสมบัติ ผกก.สส.บก.ตม.3 ให้ชุดสืบสวน นำโดย พ.ต.ท.อิธิธร ประเสริฐศักดิ์, พ.ต.ท.ธงไทย ไพเราะ, พ.ต.ต.อานุภาพ ตู้จินดา สว.กก.สส.บก.ตม.3 นำกำลังไปสังเกตการณ์บริเวณพิกัดที่ได้รับทราบเบาะแส การจับกุมหนุ่มจีนเทาชื่อ นายต้าหัว ผู้ต้องหาตามหมายจับของทางการจีน ในคดีลักลอบจำหน่ายแก๊สหัวเราะ และพบแก๊สหัวเราะจำนวนมากในบ้านพัก
ซึ่งจากการจับกุม นายต้าหัว เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลโดยตรวจสอบโทรศัพท์ พบรูปถ่าย และพิกัดที่ตั้งของบ่อนการพนันแห่งหนึ่งกลางเมืองในพื้นที่ จ.ชลบุรี นายต้าหัว ให้การว่า บ่อนดังกล่าวเป็นบ่อนโป๊กเกอร์แบบใช้ชิปแลกเงินสด เป็นบ่อนลอย ย้ายที่ไปเรื่อยๆ ทุกสัปดาห์ โดยนัดหมายกันทางโซเชียลมีเดีย
จากสังเกตการณ์บริเวณพิกัดมีลักษณะเป็นบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่สามชั้น มีรั้วรอบขอบชิด มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด และรั้วลูกกรงแน่นหนา เจ้าหน้าที่จึงได้นำโดรนปฏิบัติการขึ้นบินสังเกตการณ์จนพบว่า บ้านหลังดังกล่าวมีคนอยู่มากกว่า 10 ราย มีชาวต่างชาติคล้ายชาวยุโรป และชาวจีน ปะปนกัน น่าเชื่อว่าจะมีการลักลอบเล่นพนัน
ประกอบกับหากเป็นการเนิ่นช้ากว่าจะนำหมายค้นมาได้ พยานหลักฐานจะถูกโยกย้ายหรือทำลายไปเสียก่อน จึงได้นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษเข้าล็อกตัวคนดูต้นทางและเปิดประตูบุกเข้าตรวจค้นภายในบ่อนดังกล่าว พบผู้ต้องหาชาวต่างชาติ หลายสัญชาติรวมนับสิบราย กำลังเล่นพนันโป๊กเกอร์เอาทรัพย์สินเป็นชิปแลกเงินสดกัน ทำให้ชาวต่างชาติกลุ่มดังกล่าวพยายามเก็บเงินสดและชิปแลกเงินวิ่งกระจัดกระจายไปคนละทิศทาง
เจ้าหน้าที่ต้องไล่ติดตามจับกุมอย่างทุลักทุเล ก่อนจะควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดได้ในเวลาต่อมา เบื้องต้นพบว่า มีชาวต่างชาติ 9 คน แบ่งเป็นชาวฟินแลนด์ 2 คน ชาวเดนมาร์ก 2 คน ชาวอังกฤษ 3 คน ชาวเยอรมัน และชาวจีน อีกสัญชาติละ 1 คน นอกจากนี้ในสถานที่เกิดเหตุยังพบ คนไทย 1 คน รับสารภาพว่าเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันดังกล่าว ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบหนังสือเดินทางพบว่าชาวอังกฤษ 1 ใน 3 รายที่ถูกจับกุม มีสถานะเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด หรือ overstay ก่อนส่งตัวทั้งหมดดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปcrime/news_10092921

发表回复